
ปชป.จี้ ป.ป.ช. ใช้ ม.131-135 กันพยานโกงสอบท้องถิ่น สาวถึงบิ๊กการเมือง
ประชาธิปัตย์ยื่น ป.ป.ช. ขอใช้ ม.131-135 กันผู้เกี่ยวข้องเป็นพยานคดีโกงสอบท้องถิ่น เปิดทางสาวเส้นเงินถึงผู้บงการและนักการเมืองระดับสูง ไม่ให้คดีจบแค่ปลายแถว
KEY
POINTS
- พรรคประชาธิปัตย์ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ขอให้ใช้มาตรการตามกฎหมายมาตรา 131 และ 135 เพื่อคุ้มครองและกันบุคคลไว้เป็นพยานในคดีทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น
- มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้เสียหายและผู้ที่เกี่ยวข้องกล้าเปิดเผยข้อมูล เส้นทางการเงิน และหลักฐาน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกดำเนินคดีไปด้วย
- เชื่อว่าการคุ้มครองพยานจะช่วยให้การสืบสวนสามารถขยายผลจากผู้กระทำผิดรายย่อยไปถึงผู้บงการและนักการเมืองระดับสูงที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายทุจริตได้
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรค นายไพศาล เรืองฤทธิ์ คณะกรรมการกฎหมายพรรค และนายพรชัย มาระเนตร์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายพรรค เข้ายื่นหนังสือขอให้ ป.ป.ช. กำหนดแนวทางคุ้มครองและกันบุคคลไว้เป็นพยานในคดีทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น
พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ ป.ป.ช. พิจารณาใช้กลไกตามมาตรา 131 และมาตรา 135 แห่งกฎหมาย ป.ป.ช. เพื่อคุ้มครองผู้เสียหาย รวมถึงผู้ที่ถูกหลอกหรือถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริต โดยเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ที่มีข้อมูลกล้าเปิดเผยพยานหลักฐาน เส้นทางการเงิน และข้อมูลเกี่ยวกับผู้บงการ
นายไพศาลกล่าวว่า แม้ช่วงที่ผ่านมาเรื่องการเมืองระดับชาติได้รับความสนใจอย่างมาก แต่คดีทุจริตสอบท้องถิ่นไม่ควรถูกปล่อยให้เงียบหาย เพราะส่งผลกระทบต่อระบบราชการและโครงสร้างประเทศ โดยมีผู้ติดต่อให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กจำนวนมาก บางรายมีทั้งหลักฐานและข้อมูลเส้นทางการเงิน แต่ไม่กล้าแสดงตัวเพราะกังวลว่าจะถูกดำเนินคดีไปด้วย
นายไพศาลระบุว่า หาก ป.ป.ช. ใช้มาตรการกันบุคคลเหล่านี้ไว้เป็นพยาน จะช่วยให้การสอบสวนขยายจากผู้เกี่ยวข้องระดับล่างไปถึงผู้สั่งการ ผู้รับผลประโยชน์ และเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังได้ พร้อมย้ำว่าไม่ควรให้คดีจบเพียงผู้กระทำผิดระดับ “ปลาซิวปลาสร้อย”
สำหรับมูลค่าความเสียหาย นายไพศาลประเมินจากผู้เกี่ยวข้องประมาณ 5,900-6,000 คน หากมีการเรียกรับเงินเฉลี่ยคนละ 600,000 บาท อาจมีเงินหมุนเวียนมากกว่า 3,000 ล้านบาท โดยยังไม่รวมความเสียหายจากการสอบรอบก่อนหน้า
นายไพศาลยังกล่าวว่า ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวเงิน แต่กระทบถึงโอกาสของผู้สอบโดยสุจริต รวมถึงผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้วภายหลังต้องถูกเพิกถอนหรือปลดออกจากราชการ พรรคประชาธิปัตย์จึงพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานข้อมูล เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าต่อ
ด้านนายพรชัยกล่าวว่า การทุจริตตั้งแต่ขั้นตอนสอบเข้ารับราชการอาจสร้างระบบอุปถัมภ์ระยะยาว เพราะบุคคลที่เข้าสู่ตำแหน่งผ่านกระบวนการไม่สุจริตอาจถูกผูกโยงให้ต้องตอบแทนเครือข่ายที่ช่วยเหลือ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ขณะที่นายพงศกรระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับ กระบวนการลักษณะดังกล่าวไม่ได้พบเฉพาะในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหรือกระทรวงมหาดไทย แต่ยังมีเบาะแสในรัฐวิสาหกิจบางแห่ง โดยแบ่งโครงสร้างที่ถูกกล่าวหาออกเป็น 4 ระดับ คือ ผู้จ่ายเงินเพื่อแก้คะแนน นายหน้าขายโควตา ผู้ลงมือแก้ไขข้อสอบ และข้าราชการระดับสูงรวมถึงฝ่ายการเมือง
นายพงศกรย้ำว่า หากมีมาตรการคุ้มครองพยานอย่างจริงจัง เชื่อว่าจะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงเครือข่ายระดับสูงได้ โดยขณะนี้มีเบาะแสทั้งในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมระบุว่า มีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้เกี่ยวข้องอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้บริหารท้องถิ่น แต่รวมถึงบุคคลระดับรัฐบาลและนักการเมืองระดับรัฐมนตรี ซึ่งยังต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป







