
“การดี เลียวไพโรจน์” จี้ดีอี-สดช. เปิดสัญญา 14 ค่าย AI ชะลอจ่าย TH-AI Passport
“การดี เลียวไพโรจน์” เตือนยอดลงทะเบียน TH AI Passport ไม่ใช่ตัวชี้วัดความคุ้มค่า จี้เปิดสัญญา 14 ค่าย AI และชะลอเบิกจ่ายงวดแรกจนกว่าข้อมูลจะชัดเจน
KEY
POINTS
- ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เรียกร้องให้กระทรวงดีอีและ สดช. เปิดเผยสัญญาโครงการ TH-AI Passport กับ 14 บริษัท AI และเสนอให้ชะลอการเบิกจ่ายงบประมาณ
- แสดงความกังวลด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากเงื่อนไขการใช้งานระบุให้ส่งข้อมูลไปประมวลผลในต่างประเทศ ซึ่งอาจขัดกับขอบเขตของงาน (TOR) เดิม
- ยื่น 3 ข้อเสนอให้ตรวจสอบก่อนดำเนินโครงการต่อ ได้แก่ การเปิดเผยสัญญาก่อนจ่ายเงิน, การชี้แจงหลักเกณฑ์จ่ายเงินตามผู้ใช้จริง, และการขอหนังสือยืนยันจากค่าย AI ว่าจะไม่นำข้อมูลไปใช้ต่อยอด
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เปิดเผยสัญญาที่เกี่ยวข้องกับโครงการ TH AI Passport รวมถึงสัญญากับผู้ให้บริการ AI ทั้ง 14 ค่าย พร้อมเสนอให้ชะลอการส่งมอบและเบิกจ่ายงบประมาณงวดแรก จนกว่าจะตรวจสอบเงื่อนไขการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและหลักเกณฑ์การจ่ายเงินได้อย่างชัดเจน
ดร.การดีให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวว่า คณะกรรมาธิการการสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคม กำลังติดตามตรวจสอบรายละเอียดโครงการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสัญญาจัดซื้อจัดจ้างและการคุ้มครองข้อมูลของประชาชน
พร้อมระบุว่า แม้ระบบจะรายงานยอดผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าเพิ่มขึ้น แต่จำนวนผู้ลงทะเบียนไม่ใช่ดัชนีที่สามารถยืนยันความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ และไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเพื่อลดขั้นตอนการตรวจสอบ
ประเด็นที่ฝ่ายตรวจสอบให้ความสำคัญ คือ เงื่อนไขการใช้งานที่ ดร.การดีระบุว่า ผู้ใช้ต้องยินยอมให้ส่งข้อมูลไปประมวลผลบนเครื่องแม่ข่ายในต่างประเทศ ซึ่งแตกต่างจากหลักการในขอบเขตของงาน หรือ TOR เดิม ที่ระบุว่าข้อมูลจะต้องถูกเก็บรักษาและประมวลผลภายในประเทศไทย
ดร.การดีกล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐได้ชี้แจงในลักษณะไม่เป็นลายลักษณ์อักษรว่า การส่งข้อมูลไปต่างประเทศเป็นเพียงกระบวนการทางเทคนิค และจะไม่มีการนำข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้งานไปฝึกอบรมโมเดล AI อื่นต่อ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ฝ่ายตรวจสอบยังไม่ได้เห็นสัญญาฉบับจริง ทั้งสัญญาระหว่างภาครัฐกับผู้รับจ้าง และสัญญาระหว่างผู้รับจ้างกับผู้ให้บริการ AI ทั้ง 14 ค่าย
เสนอ 3 เงื่อนไขก่อนเดินหน้าโครงการ
ดร.การดีเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ 3 ประเด็น โดยข้อแรก คือ ชะลอการส่งมอบและการเบิกจ่ายงบประมาณงวดที่ 1 จนกว่าจะมีการเปิดเผยร่างสัญญาฉบับแก้ไขที่ผ่านการตรวจจากสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้สามารถตรวจสอบเงื่อนไขการจ่ายเงินและขอบเขตความรับผิดชอบได้อย่างชัดเจน
ข้อที่ 2 ขอให้ชี้แจงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินตามจำนวนผู้ใช้งานจริง เนื่องจากยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการให้สิทธิใช้งานระดับพรีเมียมแก่ผู้ลงทะเบียนใหม่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้รัฐต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในอัตราสูงถึง 24.70 บาทต่อคนต่อเดือน แม้ผู้ได้รับสิทธิอาจไม่ได้ใช้งานเพื่อเรียนรู้หรือยกระดับทักษะอย่างแท้จริง
ข้อที่ 3 หน่วยงานรัฐและบริษัทคู่สัญญาควรแสดงหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการจากผู้ให้บริการ AI ทั้ง 14 ค่าย ว่าจะไม่นำพรอมต์หรือข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้งานคนไทยไปประมวลผลหรือต่อยอดในต่างประเทศ หากไม่สามารถแสดงหลักฐานดังกล่าวได้ ดร.การดีเห็นว่าควรยุติการดำเนินโครงการ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่า การยกระดับทักษะด้าน AI ของประชาชนเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน แต่การใช้งบประมาณควรมีเป้าหมายชัดเจน และมุ่งไปยังกลุ่มที่มีความต้องการใช้งานจริง เช่น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี นักพัฒนาสตาร์ตอัป หรือบุคลากรทางการศึกษา
ดร.การดีกล่าวว่า การตรวจสอบครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องเงินภาษีของประชาชน พร้อมขอให้ผู้มีอำนาจรับฟังข้อทักท้วงและเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบโครงการอย่างตรงไปตรงมา







