posttoday
ถอดรหัสคดีฮั้วสว. “149 ไม่ใช่ 138” ปมสถิติท้าดุลพินิจ กกต.

ถอดรหัสคดีฮั้วสว. “149 ไม่ใช่ 138” ปมสถิติท้าดุลพินิจ กกต.

06 สิงหาคม 2569

“วัส ติงสมิตร” วิเคราะห์รูปแบบบัตรเลือก ส.ว. เชื่อมโยงผู้ได้รับเลือก 149 คน ชี้ตัวเลขยังไม่ใช่ข้อยุติความผิด แต่เพียงพอให้ กกต.ตรวจสอบตามกฎหมาย

KEY

POINTS

  • บทวิเคราะห์ข้อมูลชี้ว่าอาจมี ส.ว. ที่เชื่อมโยงกับการลงคะแนนแบบจัดชุด (บล็อกโหวต) ถึง 149 คน ซึ่งมากกว่าตัวเลข 138 คนที่เคยถูกกล่าวถึง
  • หลักฐานสำคัญมาจากการตรวจสอบบัตรลงคะแนนที่พบรูปแบบการเลือกหมายเลขซ้ำกันเป็นชุดและเรียงลำดับตรงกันจำนวนมาก ซึ่งยากที่จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ
  • ประเด็นท้าทายอยู่ที่การใช้ดุลพินิจของ กกต. ว่าหลักฐานเชิงสถิตินี้เข้าข่าย "มีเหตุอันควรเชื่อได้" ที่จะต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยตามกฎหมายหรือไม่

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ เปิดบทวิเคราะห์ข้อกล่าวหาฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผ่านเฟซบุ๊ก (คลิกอ่านต้นฉบับ) ชี้ว่า ข้อมูลการลงคะแนนแบบเป็นชุด หรือ “บล็อกโหวต” อาจเชื่อมโยงกับผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ว.ถึง 149 คน ไม่ใช่ 138 คนตามตัวเลขที่ถูกกล่าวถึงก่อนหน้านี้ พร้อมตั้งคำถามถึงการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า หลักฐานเชิงสถิติที่พบถึงระดับ “อันควรเชื่อได้” ซึ่งต้องส่งศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วหรือไม่

 

บทวิเคราะห์ดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ภายหลัง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบบัตรลงคะแนนรอบประเทศของผู้สมัคร ส.ว.ทั้ง 20 กลุ่ม ซึ่งพบรูปแบบการเลือกหมายเลขซ้ำกันในสัดส่วนสูง

 

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มรายชื่อผู้ต้องสงสัยจาก 138 คนเป็น 149 คน แต่อยู่ที่การนำบัตรลงคะแนนมาวิเคราะห์รูปแบบ เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างชุดหมายเลขที่ถูกเลือกกับผู้ที่ผ่านเข้าสู่ตำแหน่ง ส.ว.

 

บัตรหลายชุดเขียนตรงกันทั้ง 10 หมายเลข

นายวัสระบุว่า ในแต่ละกลุ่มพบบัตรลงคะแนนประมาณ 11-20 ใบ ซึ่งเลือกผู้สมัครครบทั้ง 10 ช่อง โดยใช้ชุดหมายเลขและเขียนเรียงลำดับตรงกันทั้งหมด

บัตรบางส่วนแตกต่างจากชุดหลักเพียง 1 หมายเลข มีลักษณะคล้ายผู้ลงคะแนนเลือกหมายเลขของตนเอง 1 ช่อง ขณะที่อีก 9 ช่องเลือกตามชุดหมายเลขเดียวกัน

เมื่อนำหมายเลขในรูปแบบการลงคะแนนดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับประกาศผลการเลือกระดับประเทศของ กกต. พบว่า มีผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ว.จำนวน 149 คน จากทั้งหมด 200 คน คิดเป็น 74.5% ก่อนที่จำนวนจะเหลือ 148 คน หลังมีการเลื่อนบุคคลจากบัญชีสำรอง

นายวัสเห็นว่า การที่ผู้สมัครจากต่างกลุ่มลงคะแนนเลือกหมายเลข 10 หมายเลข และเรียงลำดับตรงกันจำนวนมาก เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญได้ยาก จึงอาจใช้เป็นพยานแวดล้อมประกอบการตรวจสอบว่ามีการจัดชุดลงคะแนนหรือการนัดหมายกันล่วงหน้าหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 149 คนและรูปแบบบัตรที่เหมือนกัน ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า ส.ว.ทุกคนในกลุ่มดังกล่าวร่วมกระทำผิด เพราะการพิจารณาความรับผิดต้องตรวจสอบพฤติการณ์ของแต่ละบุคคล รวมถึงพยานบุคคล การติดต่อสื่อสาร เส้นทางการเงิน และหลักฐานอื่นประกอบกัน

 

ปมสำคัญอยู่ที่มาตรฐาน “อันควรเชื่อได้”

นายวัสวิเคราะห์ว่า หัวใจของคดีอยู่ที่มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

ในขั้นแรก กกต.มีอำนาจใช้ดุลพินิจตรวจสอบและชั่งน้ำหนักว่า รูปแบบการลงคะแนนและหลักฐานที่รวบรวมได้มีความน่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่

แต่คำว่า “อันควรเชื่อได้” ไม่ได้หมายความว่า กกต.ต้องมีหลักฐานสมบูรณ์จนสามารถชี้ขาดความผิดได้เหมือนศาล หากมีข้อเท็จจริงที่ทำให้วิญญูชนเชื่อได้ว่าอาจเกิดการทุจริตหรือการเลือกไม่สุจริต ก็อาจเพียงพอสำหรับการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของศาลฎีกา

เมื่อพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ดังกล่าว วัสเห็นว่า ถ้อยคำในกฎหมายที่ระบุว่า “ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา” มีลักษณะเป็นหน้าที่ผูกพัน กกต.ไม่ควรใช้ดุลพินิจตัดสินความผิดขั้นสุดท้าย หรือยุติเรื่องแทนศาล

กกต.รวบรวมหลักฐาน ศาลฎีกาวินิจฉัย

บทวิเคราะห์แบ่งบทบาทของแต่ละองค์กรไว้อย่างชัดเจน โดย กกต.มีหน้าที่สอบสวน รวบรวมข้อเท็จจริง และประเมินเบื้องต้นว่ามีเหตุอันควรเชื่อหรือไม่

ส่วนศาลฎีกามีหน้าที่ไต่สวน ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และวินิจฉัยว่ามีการทุจริต หรือมีการกระทำที่ทำให้กระบวนการเลือก ส.ว.ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่

หาก กกต.ตั้งมาตรฐานการรับฟังพยานสูงเทียบเท่าการพิพากษาคดี และยุติเรื่องโดยไม่ส่งศาล อาจเกิดคำถามว่า กกต.กำลังก้าวเข้าไปทำหน้าที่แทนองค์กรตุลาการหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การไม่ส่งคดีต่อศาลยังไม่อาจนำไปสู่ข้อสรุปทันทีว่า กกต.หรือเจ้าหน้าที่กระทำผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะต้องตรวจสอบว่าหลักฐานถึงเกณฑ์ตามกฎหมายแล้วหรือไม่ รวมถึงต้องพิจารณาเจตนาและพฤติการณ์ของผู้มีหน้าที่เป็นรายกรณี

นายวัสสรุปว่า การส่งเรื่องให้ศาลฎีกาไต่สวนเป็นทางออกที่จะช่วยสร้างความชัดเจนแก่ทุกฝ่าย หากศาลพบว่ามีการทุจริต ก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องได้ แต่หากศาลเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ คำวินิจฉัยจะช่วยยืนยันความชอบธรรมให้แก่ ส.ว.และการทำหน้าที่ของ กกต.

ตัวเลข “149 ไม่ใช่ 138” จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงเรื่องจำนวนผู้ที่อาจเชื่อมโยงกับรูปแบบการลงคะแนน แต่เป็นบททดสอบว่า กกต.จะใช้ดุลพินิจภายใต้มาตรฐานของกฎหมายอย่างไร ท่ามกลางข้อสงสัยต่อความสุจริตและเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือก ส.ว.

ข่าวล่าสุด

จับตา คณะกรรมการกลาง ชี้ขาดบัญชีสอบท้องถิ่นใหม่ 6 ส.ค.

จับตา คณะกรรมการกลาง ชี้ขาดบัญชีสอบท้องถิ่นใหม่ 6 ส.ค.