posttoday
ศาลฎีกานัดตรวจหลักฐานคดี 44 อดีตสส.ก้าวไกลปมแก้ ม.112 วันที่ 4 สิงหาคมนี้

ศาลฎีกานัดตรวจหลักฐานคดี 44 อดีตสส.ก้าวไกลปมแก้ ม.112 วันที่ 4 สิงหาคมนี้

30 มิถุนายน 2569

ศาลฎีการับคำคัดค้านคดีจริยธรรม 44 อดีต สส.ก้าวไกล นัดตรวจพยานหลักฐาน 4 สิงหาคมนี้ พร้อมยกคำร้องขอให้ "เท้ง ณัฐพงษ์" หยุดปฏิบัติหน้าที่ ชี้หลักฐานไม่เพียงพอ

30 มิ.ย.2569 ศาลฎีกานัดพิจารณาคดีครั้งแรก คดีหมายเลขดำ คมจ.1/2569 ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยกรณี 44 อดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมกันเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

 

โดยวันนี้ฝ่ายผู้ร้อง คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช. มีนายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วย เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้าร่วมการ พิจารณาคดีครั้งแรก ส่วนฝ่ายผู้คัดค้าน คือ 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล แกนนำส่วนใหญ่วันนี้ จะ ส่งทนายความมาเป็นตัวแทน มีนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส. กทม. ผู้คัดค้านที่ 3 เเละนายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ อดีตส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล (ปัจจุบันออกจากพรรค)ผู้คัดค้านที่ 12 พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็น 1 ในผู้คัดค้านเดินทางมาด้วยตนเอง 

 

ต่อมาองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 5 ออกนั่งพิจารณาคดีโดยวันนี้องค์คณะศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องคัดค้าน ของผู้คัดค้านทั้งหมด 44 คน หลังจากนั้น กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 4 สิงหาคมเวลา 09.30 น. โดยให้คู่ความทั้งสองฝ่าย ยื่นแนวทางการไต่สวน และหากมีพยานหลักฐานที่จะต้องให้ศาลออกหมายเรียกก่อนวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 โดยต้องยื่นก่อนภายใน 7 วัน  

 

และกำหนดวันนัดไต่สวนพยานปากแรก ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 พร้อมนัดต่อเนื่องในวันที่ 22 กันยายน 2569และ 27 ตุลาคม 2569 เวลา 09.30 น. โดยกำหนดไต่สวนพยานทั้งหมด 17 ปาก และวางกรอบพิจารณาเป็นระยะเวลา 1 ปี

ยกคำร้องขอให้ “เท้ง” หยุดปฏิบัติหน้าที่ 

นอกจากนี้ศาลยังมีคำสั่งในคำร้องของ นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ได้ยื่นคำร้องให้ศาลขอให้ศาลพิจารณาพิจารณาสั่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ กรณีผิดเงื่อนไข ให้สัมภาษณ์และแสดงความคิดเห็นกรณีองคมนตรี ที่เข้าร่วมการประชุมแก้ไขปัญหาภัยพิบัติร่วม กับ ปภ. และ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเกี่ยวกับระบอบสีน้ำเงิน  

 

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าผู้ยื่นคำร้องไม่ใช่คู่ความ ส่วนกรณีความปรากฏ ยังไม่มีเพียงพอ จึงไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่ง โดยทนายความของนายณัฐพงศ์ได้ชี้แจงกับศาลว่า การให้สัมภาษณ์เป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีที่ถูกกล่าวหา และไม่เป็นการกระทำซ้ำ จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาล 

 

ทั้งนี้บรรยากาศภายในห้องพิจารณาพบว่าผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความและเป็นทนายความด้วยตนเอง ส่วนผู้คัดค้านที่ 12 ไม่แต่งตั้งทนายความ จะขอคัดค้าน และไต่สวนเอง

 

ต่อมาพล.ต.ต.สุพิศาล หนึ่งในผู้คัดค้านให้สัมภาษณ์ภายหลังจากศาลนัดพิจารณาคดีเสร็จสิ้นว่า วันนี้ตนมาใช้สิทธิและตามกระบวนการของศาลตามปกติ ส่วนแนวนทางการต่อสู้ตนได้ส่งไปเป็นการยื่นคำชี้แจงในประเด็นเรื่องการได้พยานหลักฐานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนหลังจากนี้ก็สู้ไปตามกระบวนการของศาลที่เรามีความรู้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับในก้าวสุดท้ายของการเป็นส.ส.และสมาชิกพรรคก้าวไกล หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับความยุติธรรมของศาล ในวันนี้ตนก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนอดีตส.ส.และให้กำลังใจกัน บางคนก็ตั้งทนายความเอง บางคนก็ไม่ตั้งทนายความขึ้นมาเอง

เปิดคำร้องป.ป.ช.ชี้ 44 ส.ส.มุ่งลดทอนความสำคัญ สถาบันฯ 

สำหรับเรื่องนี้ทาง ป.ป.ช. ได้ส่งคำร้องเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 กล่าวหาอดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล 44 คน กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีเสนอร่างกฎหมายมาตรา 112 ระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2566 ซึ่ง ป.ป.ช. ชี้ว่าร่างกฎหมายที่เสนอเป็นการลดทอนสถานะสำคัญในการรับรอง คุ้มครอง และเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งผู้ใดจะละเมิดมิได้ อันเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

ประกอบกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งถึงข้อบกพร่องของร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว แต่ทั้ง 44 คน ยังยืนยันที่จะเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวต่อไป

 

ซึ่ง ป.ป.ช. ระบุในข้อกล่าวหาว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง

 

การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฐานไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฐานไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน รวมทั้งฐานกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์

ข่าวล่าสุด

โฉมใหม่สนามบินหาดใหญ่ ผสานวัฒนธรรมไทย-จีน-มุสลิม คาดเสร็จปี 71

โฉมใหม่สนามบินหาดใหญ่ ผสานวัฒนธรรมไทย-จีน-มุสลิม คาดเสร็จปี 71