posttoday
รัฐนาวาอนุทินโหมข่าวดีสู้ข่าวร้าย เดิมพันภาพลักษณ์ฝ่าศึกงบฯมรสุมโกง

รัฐนาวาอนุทินโหมข่าวดีสู้ข่าวร้าย เดิมพันภาพลักษณ์ฝ่าศึกงบฯมรสุมโกง

24 มิถุนายน 2569

เมื่อข่าวร้ายลามถึงใจกลางรัฐนาวา ข่าวดีจึงถูกเร่งขึ้นหน้า รัฐบาลอนุทินเดิมพันภาพครม. ก่อนศึกงบฯและข้อครหาคอร์รัปชันจะโหมหนักกลางสมรภูมิอำนาจการเมืองเข้มข้น

KEY

POINTS

  • รัฐบาลอนุทินใช้ยุทธศาสตร์ “เร่งข่าวดี ขยี้ข่าวร้าย” เป็นเครื่องมือประคองความเชื่อมั่น ท่ามกลางมรสุมการเมือง คดีทุจริต และแรงกดดันก่อนศึกงบประมาณ
  • คดีทุจริตสอบท้องถิ่น 4,500 ล้านบาท ถูกพลิกเป็นเกมโชว์ความเด็ดขาด ทั้งสั่งย้ายผู้เกี่ยวข้องและขยายผลผ่าน ป.ป.ช.-ตำรวจ ปปป. เพื่อเปลี่ยนข่าวลบเป็นผลงานปราบโกง
  • ศึกงบปี 2570 และงบโอนปี 2569 จะเป็นเวทีฝ่ายค้านถล่ม AI Passport งบกระทรวงเกรด A และวาทกรรม “พูดร้อยทำสิบ” เดิมพันภาพลักษณ์ครม.เต็มตัวแล้ว

ในวันที่รัฐนาวาภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูลต้องแล่นฝ่าคลื่นลมการเมืองหลายทิศทางพร้อมกัน ยุทธศาสตร์การสื่อสารจึงกลายเป็น “เกราะ” และ “อาวุธ” ในเวลาเดียวกัน โดยกำลังเลือกใช้สูตร “เร่งข่าวดี ขยี้ข่าวร้าย” ประคองความเชื่อมั่นของคณะรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่สมรภูมิการพิจารณางบประมาณปี 2570 และงบโอนปี 2569ท่ามกลางข้อครหาเรื่องทุจริต โครงการเทคโนโลยีระดับพันล้าน และแรงกดดันจากฝ่ายค้านที่ตั้งท่าถล่มอย่างเป็นระบบ

หัวใจยุทธศาสตร์นี้อยู่ที่การไม่ปล่อยให้ข่าวร้ายไหลไปตามแรงปะทะเพียงฝ่ายเดียว แต่พยายามดึงข่าวร้ายนั้นกลับมาอยู่ในมือรัฐบาล แล้วแปรสภาพให้กลายเป็น “ผลงานเชิงรุก” โดยเฉพาะกรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นปี 2568 ซึ่งถูกประเมินความเสียหายสูงถึง 4,500 ล้านบาท

เป็นหนึ่งในบาดแผลใหญ่ที่กระทบความน่าเชื่อถือของกระทรวงมหาดไทยโดยตรง มีการกล่าวถึงกระบวนการที่ซับซ้อน แทรกแซงระบบอิเล็กทรอนิกส์ แก้ไขคะแนน และเปลี่ยนแปลงกระดาษคำตอบ สะท้อนข้อกังขาต่อระบบราชการและกลไกคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่นทั้งกระบวน

รัฐบาลจึงเลือก “ขยี้ข่าวร้าย” ด้วยท่าทีแข็งกร้าว นายกฯอนุทิน สั่งย้ายอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทันทีส่งสัญญาณว่าไม่ปกป้องผู้เกี่ยวข้อง และต้องการตัดเนื้อร้ายออกจากระบบราชการ ขณะเดียวกันการให้กลไก ป.ป.ช. และตำรวจ ปปป. เดินหน้าขยายผล ถูกวางเป็นภาพการชำแหละขบวนการใหญ่ ดังนั้น หากการสอบสวนสามารถสาวถึงผู้บงการได้จริง ข่าวที่เคยทำร้ายรัฐบาลอาจถูกพลิกเป็นหลักฐานแสดงความเด็ดขาดในการปราบทุจริต

แต่ปัญหาคือ การขยี้ข่าวร้ายให้กลายเป็นผลงาน ต้องแลกด้วยความเสี่ยงสูง หากสุดท้ายการดำเนินการไปไม่ถึงต้นตอ หรือหยุดอยู่เพียงผู้ปฏิบัติระดับล่าง ภาพ“ตัดเนื้อร้าย”อาจย้อนกลับมาเป็นคำถามว่า รัฐบาลกล้าผ่าตัดทั้งระบบจริงหรือไม่

อีกด้านรัฐบาลเร่งเติมพื้นที่ข่าวด้วยภาพเชิงบวกต่อเนื่อง ตั้งแต่การเดินสายต่างประเทศ ภาพการพบปะผู้นำระดับโลกอย่างปูติน การประกาศเป้าหมายนำไทยเข้าสู่สมาชิก OECD ภายในปี 2571 ไปจนถึงการปักธงให้ไทยติดอันดับ Top 20 ของโลกด้านขีดความสามารถการแข่งขันในปี 2573 ทั้งหมดนี้ถูกนำมาใช้วางกรอบใหม่ให้รัฐบาลดูมีวิสัยทัศน์ระดับนานาชาติ ไม่จมอยู่กับข่าวลบรายวัน

ในระดับพื้นที่ รัฐบาลเลือกใช้ Soft Power และกิจกรรมฐานรากเป็นอีกแนวรุก นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ร่วมงานประเพณี เช่น งานผีตาโขน และงาน OTOP เพื่อสร้างภาพ “ผู้นำติดดิน”เข้าถึงชุมชน สัมผัสวิถีท้องถิ่น และลดอุณหภูมิความขัดแย้งทางการเมืองผ่านภาพความใกล้ชิดกับประชาชน

แต่ข่าวดีเหล่านี้ยังต้องเผชิญคำถามใหญ่ คือพอหรือไม่ที่จะกลบแรงสั่นสะเทือนจากข้อครหาคอร์รัปชันและโครงการที่ถูกจับตา โดยเฉพาะ Thailand AI Passport ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายหลักของฝ่ายค้านที่เตรียมตรวจสอบความโปร่งใส ความคุ้มค่า และโครงสร้างผลประโยชน์ของโครงการ

รัฐบาลพยายามลดแรงเสียดทานด้วยการปรับเงื่อนไขใหม่ ทั้งการตัดงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ถูกมองว่าไม่จำเป็น และเปลี่ยนโมเดลการจ่ายเงินจากแบบเหมาจ่าย หรือ Buffet มาเป็น Pay per use ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น เพื่อรับมือข้อกังวลเรื่องความคุ้มค่าของงบประมาณ

แต่จุดที่ฝ่ายค้านยังไม่ปล่อยผ่าน คือเฟสที่ 2 ของโครงการ ซึ่งจะปรากฏในงบประมาณปี 2570 มีการตั้งคำถามเรื่องความซ้ำซ้อน การออกแบบแพลตฟอร์ม และการถือครองกรรมสิทธิ์ที่อาจโน้มไปทางเอกชนมากกว่ารัฐบาล หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ชัด เวทีงบประมาณอาจกลายเป็นห้องสอบขนาดใหญ่ที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ว่า AI Passport คือการลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ใช่เพียงโครงการเทคโนโลยีที่เปิดช่องให้เกิดข้อครหาใหม่

ศึกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท และ พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ถือเป็นเวทีวัดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลทั้งคณะ ฝ่ายค้านโดยเฉพาะ"ศิริกัญญา ตันสกุล"เตรียมขุนพลจากพรรคประชาชนกว่า 30 คนในอภิปรายเจาะรายละเอียดงบประมาณและชี้ให้เห็นช่องโหว่ของปัญหาเชิงโครงสร้าง

หนึ่งในประเด็นหลักคือประสิทธิภาพการโอนงบ รัฐบาลเคยตั้งเป้าโอนงบให้ได้ 80,000 ล้านบาท เพื่อแก้วิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ แต่สุดท้ายเหลือเพียงหมื่นกว่าล้านบาท จนถูกฝ่ายค้านตีตราว่า “พูดร้อยทำสิบ”อาจกลายเป็นค้อนการเมืองที่กระหน่ำรัฐบาลกลางสภา เพราะแตะตรงรอยต่อระหว่างคำประกาศกับผลลัพธ์ที่ประชาชนจับต้องได้

ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายค้านยังพบข้อพิรุธในงบประมาณของกระทรวงเกรด A โดยเฉพาะกระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีโครงการลักษณะคล้าย TH-AI Passport ซึ่งอาจถูกตั้งคำถามว่าเกิดความซ้ำซ้อน หรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางรายหรือไม่

เมื่อมองทั้งกระดาน ยุทธศาสตร์ “เร่งข่าวดี ขยี้ข่าวร้าย” จึงเป็นทั้งการตั้งรับและเปิดเกมรุก รัฐบาลพยายามทำให้ข่าวดีวิ่งเร็วพอจะสร้างความหวัง และทำให้ข่าวร้ายถูกควบคุมด้วยภาพความเด็ดขาด แต่การเมืองไม่ได้วัดกันที่จังหวะสื่อสารเท่านั้น หากวัดกันที่ผลลัพธ์ ความโปร่งใส และความสามารถในการตอบคำถามยากที่สุดต่อหน้าสาธารณะ

รัฐนาวาอนุทินอาจเร่งเครื่องข่าวดีได้ แต่ไม่อาจสั่งให้ข่าวร้ายหยุดไหล หากมรสุมคอร์รัปชันและข้อกังขาในโครงการรัฐยังไม่มีคำตอบที่ชัดพอ สมรภูมิงบประมาณครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงศึกตัวเลข แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า “ภาพลักษณ์” จะอยู่รอดได้หรือไม่ เมื่อต้องเผชิญกับ “ข้อเท็จจริง” ที่สังคมกำลังรอฟัง 

ข่าวล่าสุด

"อนุทิน" เรียกถกปม โกงข้อสอบท้องถิ่น สั่ง ยกเลิกแม้บรรจุเป็นข้าราชการแล้ว

"อนุทิน" เรียกถกปม โกงข้อสอบท้องถิ่น สั่ง ยกเลิกแม้บรรจุเป็นข้าราชการแล้ว