
คณะอนุกรรมาธิการ ดิจิทัลเปิด 4 ปมกังวล TH-AI Passport จี้รัฐบาลทบทวน
คณะอนุกรรมาธิการดิจิทัลเปิดข้อกังวลโครงการ TH-AI Passport ตั้งคำถามความโปร่งใส การใช้เงิน 1.6 พันล้านบาท ความปลอดภัยข้อมูลประชาชน และความคุ้มค่าในระยะยาว
นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันดิจิทัลไทย ภายใต้คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมคณะ แถลงผลการประชุมหารือเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport โดยระบุว่าคณะอนุกรรมาธิการยังมีข้อกังวลหลายประเด็น ทั้งด้านความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ความคุ้มค่าของงบประมาณ และความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน
นางการดีเปิดเผยว่า แม้คณะอนุกรรมาธิการจะได้รับเอกสารบางส่วนเกี่ยวกับโครงการ แต่ยังไม่ได้รับรายละเอียดสัญญาฉบับสมบูรณ์ เอกสารการส่งมอบงานงวดแรก รวมถึงรายชื่อคณะกรรมการตรวจรับงานทั้งหมด ทำให้ยังไม่สามารถตรวจสอบกระบวนการดำเนินโครงการได้อย่างครบถ้วน
ทั้งนี้ ในการประชุมล่าสุดได้เชิญตัวแทนจาก 16 สมาคมและองค์กรด้านดิจิทัลเข้าร่วมให้ความเห็น ซึ่งทุกฝ่ายมีจุดยืนตรงกันว่า สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเห็นว่าประเทศไทยควรเร่งยกระดับขีดความสามารถด้าน AI เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ แต่ยังมีข้อกังวลต่อกระบวนการดำเนินโครงการและเงื่อนไขบางส่วนในขอบเขตงาน (TOR)
คณะอนุกรรมาธิการได้กำหนดข้อเสนอสำคัญ 4 ด้าน เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการดีอีเอส ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ ได้แก่ การกำหนดแผนแม่บท AI ของประเทศให้ชัดเจน การออกแบบโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจไทย การคุ้มครองข้อมูลประชาชน และการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
นางการดีระบุว่า แนวทางการดำเนินโครงการในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายการจัดหา "ถุงยังชีพดิจิทัล" เพื่อแจกจ่ายการใช้งาน AI ฟรีให้ประชาชนจำนวนมาก แต่ยังขาดการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งที่ประเทศไทยมีภาคส่วนสำคัญที่ควรได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ เช่น ภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจเอสเอ็มอี การแพทย์แผนไทย ภาคเกษตรกรรม และหน่วยงานภาครัฐ
นอกจากนี้ คณะอนุกรรมาธิการยังเสนอให้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการเฉพาะกิจเพื่อติดตามโครงการ TH-AI Passport อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการตรวจสอบคุณสมบัติและความเป็นอิสระของคณะกรรมการตรวจรับงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการใช้งบประมาณภาครัฐจะเป็นไปอย่างโปร่งใส
อีกประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล โดยนางการดีระบุว่า ข้อมูลถือเป็นทรัพยากรสำคัญของโลกดิจิทัล จึงจำเป็นต้องมีความชัดเจนว่าข้อมูลผู้ใช้งานจะถูกจัดเก็บที่ใด ใครเป็นผู้ดูแล และมีมาตรการป้องกันการนำข้อมูลไปใช้เกินวัตถุประสงค์อย่างไร
ด้านนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ กล่าวว่า แม้ทุกฝ่ายจะเห็นตรงกันว่าประเทศไทยต้องลงทุนด้าน AI แต่ยังมีคำถามสำคัญต่อรูปแบบการใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาทของโครงการ โดยเฉพาะการนำงบส่วนใหญ่ไปจัดซื้อโทเคน (Token) จากผู้ให้บริการต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลออกนอกประเทศ
นายอิสริยะเสนอว่า อาจมีแนวทางอื่นที่คุ้มค่ากว่า เช่น การนำโมเดล AI มาติดตั้งและประมวลผลภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน สนับสนุนผู้ประกอบการไทย และสร้างอุตสาหกรรม AI ภายในประเทศได้ในระยะยาว
พร้อมกันนี้ ยังแสดงความกังวลต่อบทบาทของ TH-AI Passport ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับส่งคำสั่งระหว่างผู้ใช้งานกับระบบ AI ในต่างประเทศ ซึ่งหมายความว่าข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้จำนวนหลายล้านคนอาจต้องผ่านระบบดังกล่าวทั้งหมด
"รัฐบาลต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าข้อมูลของประชาชนกว่า 5 ล้านคนจะได้รับการคุ้มครองอย่างไร และจะไม่ถูกนำไปใช้ในลักษณะที่กระทบต่อสิทธิส่วนบุคคล" นายอิสริยะกล่าว
สำหรับกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้ฝ่ายค้านแยกการตรวจสอบออกจากการเดินหน้าโครงการ นางการดีระบุว่า การตรวจสอบที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อขัดขวางการพัฒนา AI แต่เป็นการช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศในระยะยาว
"เราไม่ได้คัดค้านการพัฒนา AI หรือการยกระดับทักษะของประชาชน แต่ต้องการให้การใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาทเกิดความคุ้มค่าที่สุด และช่วยสร้างศักยภาพ AI ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการนำงบประมาณไปสนับสนุนแพลตฟอร์มต่างชาติ" นางการดีกล่าว
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการยืนยันว่าจะเร่งสรุปรายงานข้อเสนอและข้อสังเกตทั้งหมดภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการดีอีเอส และผลักดันให้เกิดการทบทวนรายละเอียดโครงการในประเด็นที่ยังเป็นข้อกังขาของสังคมต่อไป.







