
ทวิดาผนึกชัชชาติลุยศึกสมัย2 ปรับทัพชูนโยบายข้อมูลพลิกโฉมกทม.สู่เมืองโลก
ท่ามกลางแสงไฟที่ไม่เคยดับของเมืองหลวง บทเรียนสี่ปีอันเคี่ยวกรำจากหยาดเหงื่อและเสียงสะท้อนของประชาชน กำลังจะถูกเจียระไนเป็นอาวุธชิ้นใหม่ในศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
KEY
POINTS
- ชัชชาติและทวิดาเตรียมพร้อมสำหรับผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 โดยปรับยุทธศาสตร์จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การวางรากฐานเชิงโครงสร้างระยะยาว
- ชูนโยบายหลักในการใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูล (Data-Driven) เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างเป็นระบบ พลิกโฉมการบริหารจัดการเมือง
- ตั้งเป้าหมายเพื่อยกระดับกรุงเทพฯ สู่การเป็นเมืองระดับโลก (Global City) ที่มีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร
การประกาศความพร้อมของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในการลงชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยที่ 2 ควบคู่ไปกับการก้าวลงจากตำแหน่งของทีมรองผู้ว่าราชการชุดเดิม เพื่อเซตทีมทำนโยบายอย่างเต็มตัว
นับเป็นหมุดหมายและยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญที่เปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การวางรากฐานเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน
การถอดรหัสความคิดของ ดร.ทวิดา กมลเวช อดีตรองผู้ว่าฯ ผู้รับผิดชอบงานด้านสาธารณสุขและภัยพิบัติ จึงเป็นภาพสะท้อนชั้นดีถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ของมหานครแห่งนี้
ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าทีมงานชุดนี้เน้นหนักเพียงแค่การจัดการปัญหา "เส้นเลือดฝอย" หรือความเดือดร้อนรายวันของประชาชน
แต่ ดร.ทวิดา ได้ชี้แจงอย่างหนักแน่นว่า นั่นคือสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางที่มีโอกาสน้อยกว่าในสังคม
อย่างไรก็ตาม การเตรียมพร้อมสำหรับสมัยที่ 2 นี้ แผนงานจะถูกปรับให้มีลักษณะก้าวกระโดด (Leapfrog) ยกระดับสู่การเป็นเมืองระดับโลก (Global City) ที่เน้นความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การสร้างระบบเชื่อมโยงที่ไร้รอยต่อ (Seamless Connectivity) และเพิ่มประสิทธิผล (Productivity) ในการบริหารราชการ
"4 ปีที่ผ่านมา ปัญหาเส้นเลือดฝอยคือสิ่งที่ไม่ทำไม่ได้ เพราะมันคือลมหายใจและชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ แต่ในสมัยที่ 2 เราไม่ได้มองแค่การบรรเทาทุกข์อีกต่อไป เรากำลังวางระบบนิเวศของเมืองใหม่ทั้งหมดเพื่อให้กรุงเทพฯ แข่งขันในเวทีโลกได้"
ในมิติของการปฏิรูปโครงสร้าง ระบบเทคโนโลยีและฐานข้อมูล (Data-Driven) จะถูกนำมาใช้เป็นแกนหลักอย่างเต็มรูปแบบ นอกเหนือจากนวัตกรรมระบบรับเรื่องร้องเรียน "Traffy Fondue" ที่เปลี่ยนผ่านอำนาจการตรวจสอบสู่มือประชาชนโดยตรงเสมือนประชาธิปไตยทางตรงแล้ว
ข้อมูลเหล่านั้นยังถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหาที่รากเหง้า (Root Cause) อย่างเป็นระบบ อาทิ การลอกท่อระบายน้ำที่มีระยะทางรวมกว่า 7,000 กิโลเมตร ตลอดจนการบริหารจัดการจุดเสี่ยงอุทกภัยอย่างตรงจุด ส่วนในด้านสาธารณสุขยุคใหม่ มีการวางแผนงานเตรียมสร้างสถานพยาบาลเพิ่มเติมอีก 4 แห่ง พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงระบบข้อมูลสุขภาพเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาและพบแพทย์ได้อย่างสะดวกสบาย
"ข้อมูลจากระบบรับเรื่องร้องเรียนไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิติ แต่คือแผนที่นำทางที่บอกเราว่าโครงสร้างตรงไหนของเมืองที่กำลังชำรุด การลอกท่อ 7,000 กิโลเมตร หรือการสร้างโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 4 แห่ง จึงไม่ใช่เรื่องที่คิดขึ้นมาลอย ๆ แต่เป็นความต้องการที่แท้จริงของประชาชนที่ส่งผ่านระบบเทคโนโลยี"
หากย้อนมองไปในอดีต ประสบการณ์อันเคี่ยวกรำจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ เช่น เหตุการณ์อาคารสตง.ถล่ม ซึ่งบีบบังคับให้ทีมงานต้องบริหารจัดการภาวะวิกฤตต่อเนื่องยาวนานถึง 49 วัน เป็นบทเรียนล้ำค่าที่หล่อหลอมให้ทีมงานตระหนักถึงความสำคัญของความรวดเร็ว แม่นยำ และการสื่อสารความจริงเพื่อจัดการความคาดหวังของสังคม (Manage Expectation) ภายใต้สไตล์การทำงานของนายชัชชาติที่มีวินัยสูง เข้มงวด และทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ดร.ทวิดา ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทนำในฐานะ "ทีมทำนโยบาย" ตั้งแต่เริ่มต้น แตกต่างจากสมัยแรกที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่หลังจากทราบผลการเลือกตั้งแล้ว แม้จะยังไม่มีการการันตีตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในอนาคต เนื่องจากขึ้นอยู่กับการตัดสินใจบนฐานข้อมูลของนายชัชชาติ แต่เป้าหมายหลักในขณะนี้คือการนำฐานข้อมูลและประสบการณ์ตลอด 4 ปี มาสังเคราะห์และปรับปรุงกรอบนโยบายเดิมจำนวน 244 ข้อ ให้มีความละเอียดรอบรับความซับซ้อนของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป
"การทำงานกับคุณชัชชาติต้องพร้อมตลอดเวลา เมืองนี้ไม่เคยหลับใหล และคนทำงานเมืองก็หลับไม่ได้เช่นกัน การปรับปรุงนโยบาย 244 ข้อครั้งนี้ จึงเป็นการเอาชีวิตจริงของคนกรุงตลอด 4 ปีมาถอดรหัส เพื่อให้มั่นใจว่าหากได้รับโอกาสอีกครั้ง เราจะก้าวเดินได้อย่างแม่นยำและไม่หลงทาง"
บทสรุป
หนทางสู่ศึกเลือกตั้งสมัยที่ 2 จึงไม่ใช่เพียงแค่การรักษาเก้าอี้บริหาร แต่คือแบบทดสอบครั้งสำคัญของระบบบริหารจัดการเมืองยุคใหม่ คำถามสำคัญที่คนกรุงเทพฯ ต้องร่วมกันขบคิดในเวลานี้คือ เราพร้อมหรือยังที่จะก้าวข้ามผ่านการแก้ไขปัญหาแบบเดิม ๆ แล้วร่วมมือกันขับเคลื่อนมหานครแห่งนี้ให้เป็นเมืองระดับโลกที่โอบอุ้มคุณภาพชีวิตของทุกคนอย่างเท่าเทียม? คำตอบและอนาคตของกรุงเทพมหานครอยู่ในมือของพวกเราทุกคนแล้วในเร็ววันนี้
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก (คลิก)







