
“อนุทิน” โต้ข่าวโซเชียล ย้ำยกเลิก MOU 44 เกาะกูดยังเป็นของไทย
“อนุทิน” เผยหารือผู้นำกัมพูชาระหว่างประชุมอาเซียน ยืนยันไทยยกเลิก MOU 44 อย่างเป็นทางการ พร้อมโต้ข่าวลือในโซเชียล ย้ำ “เกาะกูดเป็นของประเทศไทย”
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระหว่างเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียนที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ว่า ได้พบหารือกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาตามการประสานของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งต้องการลดบรรยากาศความตึงเครียดระหว่างสองประเทศก่อนการประชุมอย่างเป็นทางการ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในโอกาสดังกล่าวได้แจ้งต่อผู้นำกัมพูชาโดยตรงว่า รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 44 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมยืนยันว่า ฝ่ายกัมพูชาได้รับทราบการตัดสินใจดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
นายอนุทินเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชาแสดงความผิดหวังต่อการตัดสินใจของไทย และแจ้งว่า กัมพูชาจะหันไปใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ UNCLOS เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางทะเลต่อไป
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไทยมองว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นผลดีต่อทั้งสองประเทศ เนื่องจากจะทำให้การหารือในอนาคตอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและหลักเกณฑ์เดียวกัน หลังจากกัมพูชาเพิ่งให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคี UNCLOS เมื่อต้นปี 2569
นายอนุทินระบุเพิ่มเติมว่า การพบหารือครั้งนี้ช่วยให้กระบวนการสื่อสารระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะหากไม่มีการพบกัน ไทยอาจต้องใช้วิธีแจ้งเป็นหนังสืออย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงประเด็นอธิปไตยเหนือพื้นที่เกาะกูด โดยระบุว่า เมื่อไม่มี MOU 44 แล้ว ก็จะไม่มีข้อกังขาเกี่ยวกับเส้นเขตทางทะเลที่พาดผ่านพื้นที่ดังกล่าวอีกต่อไป พร้อมกล่าวย้ำว่า “เกาะกูดเป็นของประเทศไทย”
สำหรับประเด็นความร่วมมือด้านอื่น นายอนุทินระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้การเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดน รวมถึงการหารือในกรอบคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เดินหน้าต่อไปตามกลไกเดิม โดยจะเพิ่มการพบปะหารือระดับเจ้าหน้าที่ให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ทั้งไทยและกัมพูชายังเห็นพ้องร่วมกันในการปราบปรามขบวนการคอลเซ็นเตอร์และแก๊งหลอกลวงออนไลน์ โดยจะให้ตำรวจของทั้งสองประเทศประสานความร่วมมือและดำเนินคดีอย่างจริงจัง
นายกรัฐมนตรีระบุด้วยว่า การหารือครั้งนี้ไม่มีการพูดถึงประเด็นการเปิดด่านชายแดน หรือความร่วมมือด้านอื่นเพิ่มเติม โดยทั้งสองฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่า การรักษาสันติภาพและหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทางทหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ช่วงท้ายของข้อความ นายอนุทินกล่าวถึงกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการพบหารือครั้งนี้ โดยยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน พร้อมขอให้ประชาชนมั่นใจในการดำเนินงานของรัฐบาลต่อสถานการณ์ดังกล่าว







