posttoday

รัฐบาลรื้อราคาพลังงาน ตั้ง สบก. คุมต้นทุนดิจิทัล เมินรับเงินบริจาค

12 เมษายน 2569

รัฐบาลเดินหน้าตั้ง สบก. ใช้ระบบดิจิทัลพิสูจน์ต้นทุนน้ำมันจริงแทนการรับบริจาค เพื่อรื้อโครงสร้างราคาให้เป็นธรรมควบคู่การใช้กฎหมายพิเศษแก้ปัญหาน้ำมันแพง

KEY

POINTS

  • รัฐบาลยกเลิกแนวทางขอรับบริจาคจากโรงกลั่น โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านอำนาจรัฐเพื่อศักดิ์ศรีและความยั่งยืน
  • จัดตั้งองค์กร สบก. เพื่อใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบต้นทุนการซื้อล่วงหน้า (Data Mapping) ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาตามตลาดโลก
  • ตรวจสอบเกณฑ์การคำนวณราคาใหม่ทั้งหมด ทั้งการเลิกอิงราคาสิงคโปร์ และการควบคุมค่าการกลั่นให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่น

รื้อโครงสร้างราคาพลังงานยุคใหม่ : เมินรับบริจาค-ใช้ดิจิทัลคุมต้นทุนจริง

รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำมันแพงผ่านการรื้อโครงสร้างราคาเชิงลึก โดยเปลี่ยนผ่านจากการใช้ “ยาแรง” อย่าง พ.ร.ก. ปี 2516 ที่เสี่ยงข้อพิพาททางกฎหมาย มาสู่การจัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจเพื่อใช้ฐานข้อมูลดิจิทัลพิสูจน์ต้นทุนที่แท้จริง ท่ามกลางกระแสการถกเถียงเรื่องความเหมาะสมในการบังคับใช้กฎหมายกับเอกชน

ยุติแนวทาง "บริจาค" ยกระดับการใช้กลไกอำนาจรัฐ

แม้ในอดีตช่วงปี 2565 รัฐบาลเคยใช้วิธีขอความร่วมมือให้กลุ่มโรงกลั่นบริจาคเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 3,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาวิกฤตราคาพลังงาน แต่ปัจจุบันรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยปฏิเสธแนวทางการรับเงินช่วยเหลือดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องระบุว่า "ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศอนาถา" จึงยืนยันว่าจะไม่รับบริจาคจากโรงกลั่น แต่จะเลือกใช้กฎหมายพิเศษบังคับลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร เพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอของโครงสร้างราคา

จัดตั้ง สบก. รื้อระบบข้อมูล-แมพต้นทุนเรียลไทม์

หัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้คือการจัดตั้ง "สบก." องค์กรใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่รื้อระบบบันทึกราคาและต้นทุนจากเดิมที่เป็นการจดบันทึก ให้กลายเป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด เพื่อทำ Data Mapping หรือการจับคู่ต้นทุนการซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 2-3 เดือน กับราคาขายที่ประกาศในปัจจุบัน ระบบนี้จะช่วยให้รัฐบาลเห็นกำไรที่แท้จริงและป้องกันการปรับขึ้นราคาขายปลีกตามตลาดโลกทันทีในขณะที่ต้นทุนในสต็อกยังต่ำอยู่ โดยมีคณะกรรมการ คตร. ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน คอยร่วมตรวจสอบเกณฑ์ค่าการกลั่นและค่าการตลาดอย่างละเอียด

ความท้าทายระหว่าง "ความเป็นธรรม" กับ "ความเสี่ยงกฎหมาย"

การปรับปรุงโครงสร้างราคาครั้งใหญ่ถูกมองว่ามีความยั่งยืนมากกว่าการใช้มาตรการชั่วคราว ทว่าการเลือกใช้กฎหมายพิเศษเพื่อบังคับราคาแทนการเจรจาก็สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภาคธุรกิจ เนื่องจาก พ.ร.ก. ปี 2516 ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการ "ขาดแคลน" สินค้า ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหา "ราคาแพง" การตีความกฎหมายในลักษณะนี้จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกภาคเอกชนฟ้องร้องกลับในอนาคต รัฐบาลจึงต้องเร่งพิสูจน์ว่าการใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบต้นทุนจริงจะสามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้โดยไม่ขัดต่อหลักการค้าเสรี

บทสรุปและวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ

การขยับตัวของรัฐบาลในครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามที่จะหลุดพ้นจากวงจรการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้ข้อมูล (Data-driven) มาเป็นอาวุธในการต่อรองกับกลุ่มทุนพลังงาน โดยมีประเด็นที่ต้องจับตา ดังนี้:

การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล: การจัดตั้ง สบก. เพื่อตรวจสอบต้นทุนจริงล่วงหน้า 2-3 เดือน จะช่วยลดความผันผวนของราคาขายปลีกและสร้างความโปร่งใสในธุรกิจโรงกลั่นที่เคยเป็น "กล่องดำ" มานาน

ความเสี่ยงด้านนิติศาสตร์: การปฏิเสธเงินบริจาคแล้วหันไปใช้กฎหมายบังคับราคาแทน อาจนำไปสู่คดีความที่ยืดเยื้อ หากศาลมองว่ารัฐบาลใช้อำนาจเกินขอบเขตของ พ.ร.ก. ปี 2516

แนวโน้มราคาในอนาคต: หากการรื้อโครงสร้างสำเร็จโดยเลิกอิงราคาสิงคโปร์และคุมค่าการกลั่นได้จริง ประชาชนจะได้ใช้น้ำมันในราคาที่สะท้อนต้นทุนจัดซื้อจริงมากกว่าราคาอ้างอิงตลาดโลกที่ผันผวน

 

ข่าวล่าสุด

Minor Hotels ผสาน Google Cloud และ AI ยกระดับ Data Platform