
แก้รธน.ผ่านตลาดสส.เปิด
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้เดินทางมาถึงฉากสุดท้ายแล้วในวันที่ 11 ก.พ. ที่จะมีการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ทั้งสองฉบับ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้เดินทางมาถึงฉากสุดท้ายแล้วในวันที่ 11 ก.พ. ที่จะมีการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ทั้งสองฉบับ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้เดินทางมาถึงฉากสุดท้ายแล้วในวันที่ 11 ก.พ. ที่จะมีการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ทั้งสองฉบับ ได้แก่ มาตรา 190 เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ และมาตรา 9398 ในส่วนของการกำหนดระบบเลือกตั้งใหม่เป็น สส.เขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน และบัญชีรายชื่อ 125 คน
โดยการประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุมภายหลังจากทิ้งให้สะเด็ดน้ำมาครบกำหนด 15 วัน จากวาระ 2 ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งวาระ 3 มีข้อแตกต่างจากวาระ 2 คือวาระ 3 จะใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่เป็นตัวชี้ขาด ต่างจากวาระ 2 ที่ใช้แค่เสียงข้างมากในการตัดสินชี้ขาด
ในทางปฏิบัติ ตอนนี้สมาชิกรัฐสภาทั้ง สส. และ สว. ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้มีทั้งหมด625 คน เสียงเกินกึ่งหนึ่งที่จะต้องพิจารณาในวาระ 3 อยู่ที่ 313 เสียงขึ้นไป เดิมทีประเด็น 313 เสียง เคยเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากว่ารัฐบาลจะหาเสียงได้ครบหรือไม่ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาได้ปรากฏร่องรอยความขัดแย้งในทางการเมืองมากมาย
ไล่เรียงมาตั้งแต่การพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถรักษาความสมดุลระหว่างสูตร 400+100 ที่พรรคร่วมสนับสนุน กับสูตร 375+125 ของพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขั้นต้องลงมติก่อนที่ประชาธิปัตย์จะเฉือนไปด้วยคะแนน 18 ต่อ 17 เสียง แต่เรื่องมันยังไม่จบเมื่อเข้าที่ประชุมรัฐสภาสู่วาระ 2 ความขัดแย้งก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลายลงไปในทางที่ดี
แม้ว่าการพิจารณาในครั้งนั้นจะผ่านไปได้ด้วยเสียงข้างมาก 298 ต่อ 211 เสียง แต่เมื่อเข้าไปดูในเนื้อหาของคะแนนดังกล่าว พบว่ามีเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลแตกแถวพอสมควร โดยเฉพาะท่าทีของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา
จากตอนนั้นมาถึงตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคได้เห็นพ้องกับพรรคประชาธิปัตย์ สมานฉันท์ผลประโยชน์ลงตัวนับตั้งแต่อนุมัติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2554 จำนวน 1 แสนล้านบาท ทำให้เสียงอีกประมาณ 15 เสียงที่ต้องการไม่เป็นปัญหาระคายเสถียรภาพรัฐบาลแต่อย่างใด
“การโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 ก.พ. พรรคมีมติโหวตเช่นเดียวกับเมื่อครั้งรับร่างวาระ 2 แม้ว่าจะงดออกเสียงไปบ้างก็ไม่มีปัญหา เพราะทุกพรรคก็มีเหมือนกัน แล้วแต่บุคคล ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต และเท่าที่ทราบเห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย”
เป็นท่าทีล่าสุดจาก “ชุมพล ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเป็นการยืนยันว่าวาระ 3 ผ่านแน่นอนแบบไม่ต้องลุ้นตัวโก่งจนถึงการขานคะแนนคนสุดท้าย
ความชัดเจนของกติกาที่กำลังจะเกิดขึ้นมีผลให้ภาพทางการเมืองเริ่มมีความชัดเจนตามมาเช่นกัน เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสร็จสิ้นเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งสำหรับการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรและเลือกตั้งใหม่
โดยการเลือกตั้งในครั้งหน้า ทุกพรรคการเมืองต้องลงแข่งขันภายใต้กติกาใหม่ ทำให้ภาคการเมืองเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคักเป็นพิเศษ เพื่อเตรียมพร้อมกับกติกาที่กำลังเปลี่ยนไป
ตอนนี้มีให้เห็นแน่ๆ แล้ว คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน โดยกลุ่ม 3 พี “พินิจไพโรจน์ปรีชา” ซึ่งล่าสุดได้ประกาศรวมตัวกับพรรครวมชาติพัฒนา ของ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการประกาศแสนยานุภาพในนามพรรคโคราชอย่างเต็มตัว
การรวมตัวในครั้งนี้มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเพื่อความอยู่รอด เพราะทั้งเพื่อแผ่นดินและรวมชาติพัฒนาต่างก็เจอกับโรคเลือดไหลกันอย่างถ้วนหน้า โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นต้นตอของโรคนี้ เนื่องจากมีกลุ่มทุนใหญ่ให้การสนับสนุนแบบอุ่นหนาฝาคั่ง ประกอบกับมีอำนาจต่อรองกับพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ สวนทางกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ดูจะเจียมเนื้อเจียมตัวเป็นพิเศษ
เมื่อพรรคภูมิใจไทยเริ่มกลายเป็นพรรคทุนหนาขาใหญ่ ไม่แปลกอะไรที่ สส.จากต่างพรรคต้องขอเข้ามาพึ่งใบบุญด้วย ไม่งั้นอาจมีสิทธิสอบตกได้ ดังจะเห็นได้ล่าสุดจากกรณีของ “ประนอม โพธิ์คำ” สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน เพิ่งประกาศตัวย้ายไปร่วมงานกับภูมิใจไทย ทั้งที่ในพื้นที่ต่างรู้ดีว่า สส.ประนอม เป็นกำลังหลักของ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แต่สุดท้ายก็อยู่เพื่อแผ่นดินไม่ได้
เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย ที่ต้องจับตาไม่แพ้กันเมื่อระยะหลังๆ มานี้มีข่าวเหมือนกันว่ากลุ่ม สส.โคราชและภาคอีสานบางส่วนเตรียมย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย โดยมีเหตุผลจากสภาพการไร้ทิศทางของพรรคและกติกาที่เปลี่ยนไป
ไม่ต่างอะไรกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ถึงแม้ว่าตอนนี้สถานะทางกฎหมายยังอยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนา แต่ในทางจิตใจเริ่มไม่อยู่กับคนสุพรรณบุรี เพราะไม่พอใจที่ จ.พิจิตร ถูกเฉือนออกไปบางส่วน มีผลต่อฐานคะแนนเสียงของครอบครัวขจรประศาสน์ทันที ประกอบกับที่ผ่านมาพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ค่อยดูแลสมน้ำสมเนื้อเท่าที่ควร
โดยภาพรวมของจำนวน สส.ที่หายไปจากกติกาใหม่จะมีถึง 24 จังหวัด ซึ่งผลกระทบหนักที่สุดคงหนีไม่พ้นพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน อาทิ นครราชสีมา จาก 16 คน เหลือ 15 คน นครสวรรค์ 7 คน เหลือ 6 คน พิจิตร จาก 4 คน เหลือ 3 คน ยโสธร จาก 4 คน เหลือ 3 คน สุรินทร์ จาก 9 คน เหลือ 8 คน หนองคาย จาก 6 คน เหลือ 5 คน อุดรธานี จาก 10 คน เหลือ 9 คน
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเมื่อจำนวน สส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นสวนทางกับจำนวน สส.เขตที่ลดลง ทำให้ต้องมาแบ่งพื้นที่กันใหม่ตามตัวเลข สส.ที่หายไป จึงกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ตลาดซื้อขาย สส.เริ่มกลับมาคึกคักรับเลือกตั้งเร็วกว่ากำหนด เพราะยังไม่มีใครรู้ว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภาเมื่อไหร่ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดคุณสมบัติจากการเป็นสมาชิกพรรคไม่ครบ 30 วันตามรัฐธรรมนูญ
จากนี้ไปแต่ละพรรคการเมืองคงได้เห็นว่าใครที่เป็นเนื้อแท้ ใครภักดี ใครทรยศ ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างแย่งชิงอำนาจแบบที่ไม่มีใครยอมใครอย่างแน่นอน







