'รัดเกล้า'จี้รัฐกู้วิกฤตศึกษาหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ทำเด็ก7หมื่นเคว้ง
รัดเกล้า สส.ปชป. อภิปรายสภาฯ วันที่ 8 เม.ย. จี้รัฐเร่งเยียวยาโรงเรียน 723 แห่งและเด็ก 7.6 หมื่นรายที่ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่หลังพบงบช่วยเหลือเหลื่อมล้ำ
KEY
POINTS
- พบสถานศึกษา 723 แห่งเสียหายและนักเรียนกว่า 7.6 หมื่นคนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ไร้งบเยียวยาโรงเรียนโดยตรงจากภาครัฐ
- เด็กนักเรียนทุนเสมอภาคในจังหวัดสงขลา 3,100 คน เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาเนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์และอุปกรณ์หลังน้ำท่วม
- จี้รัฐแก้ พรบ.จัดซื้อจัดจ้างและตั้งกองทุนฉุกเฉินให้โรงเรียนเข้าถึงงบซ่อมแซมได้ทันที เพื่อป้องกันวิกฤตการศึกษาซ้ำเติมภัยธรรมชาติ
วิกฤตการศึกษาที่ถูกลืมภายใต้โครงสร้างเยียวยารัฐ
เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในญัตติปฏิรูปการจัดการอุทกภัยหาดใหญ่โมเดล ณ รัฐสภา โดยชี้ให้เห็นถึง "ภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ" หรือวิกฤตการศึกษาที่ถูกละเลยหลังน้ำลด ซึ่งปัจจุบันมีสถานศึกษาได้รับความเสียหายถึง 723 แห่ง ส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการเรียนของนักเรียนกว่า 76,000 คน
นางรัดเกล้าได้ตั้งคำถามถึงความลักลั่นของมาตรการรัฐที่เน้นช่วยเหลือภาคครัวเรือนด้วยวงเงิน 9,000 ถึง 29,000 บาท รวมถึงมาตรการพักหนี้และค่าปลงศพ แต่กลับไม่มีงบประมาณเยียวยาความเสียหายแก่โรงเรียนโดยตรง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูอนาคตเด็กไทยที่ได้รับผลกระทบ
สะท้อนความเหลื่อมล้ำผ่านกรณีศึกษาโรงเรียนและนักเรียน
ข้อมูลจากการลงพื้นที่ระบุว่า โรงเรียนบ้านวังหรังประสบปัญหากำแพงถล่มแต่ไร้งบซ่อมแซม จนผู้อำนวยการต้องเรี่ยไรเงินซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความปลอดภัยของเด็กอนุบาล นอกจากนี้ยังพบกรณี "น้องเกรซ" นักเรียนอาชีวะที่ต้องลาออกเพราะสูญเสียอุปกรณ์การเรียนทั้งหมดไปกับกระแสน้ำ
สอดคล้องกับสถิติจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ระบุว่าในจังหวัดสงขลามีนักเรียนทุนเสมอภาคถึง 3,100 คนที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา (Dropout) โดยเฉพาะนักเรียนช่วงชั้นรอยต่อ เช่น ป.6 ม.3 และ ม.6 ซึ่งสวนทางกับนโยบาย Zero Dropout ที่รัฐบาลเคยประกาศไว้แต่กลับไม่มีการลงมือปฏิบัติที่ชัดเจนในพื้นที่
เสนอปลดล็อกระเบียบราชการและตั้งกองทุนฉุกเฉินช่วยเด็ก
นางรัดเกล้าเสนอทางออกให้รัฐบาลเร่งบูรณาการฐานข้อมูล iSEE เข้ากับข้อมูลภัยพิบัติเพื่อส่งความช่วยเหลือให้แม่นยำและรวดเร็ว พร้อมเรียกร้องให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อลดขั้นตอนที่ล่าช้า และเสนอให้จัดตั้งกองทุนเยียวยาฉุกเฉินในลักษณะ "เงินสดย่อย" ให้โรงเรียนสามารถเบิกจ่ายงบประมาณซ่อมแซมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอส่วนกลางจากกรุงเทพฯ ทั้งนี้เพื่อกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการปัญหาได้เองอย่างแท้จริง โดยเน้นย้ำว่าภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่ความล่าช้าจากระบบราชการคือความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารที่ต้องเร่งแก้ไขก่อนที่อนาคตของเด็กไทยจะไหลหายไปกับสายน้ำ


