ไชยันต์เป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งเป็นไปตามหลักสากลป้องกันปลอม
ไชยันต์ ไชยพร รับเป็นพยานให้ กกต. คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งยันตามหลักสากลพร้อมแนะศาลรัฐธรรมนูญแจงคำตัดสินด้วยภาษาง่ายเพื่อสกัดข่าวลือลดขัดแย้ง
KEY
POINTS
- ไชยันต์ ไชยพร เข้าให้การเป็นพยานแก่ กกต. ในคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่าเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ป้องกันการปลอมแปลงเช่นเดียวกับอังกฤษ
- เสนอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ สื่อสารคำวินิจฉัยด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและแปลเป็นภาษาต่างประเทศ เพื่อสร้างความโปร่งใสและสกัดข่าวลือในสังคม
- ย้ำบทบาทศาลในการสร้างสมดุลระหว่าง สถาบันและเสรีภาพ เพื่อรักษาสันติภาพในประเทศและเตรียมรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความก้าวหน้า
ไชยันต์รับพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งยันมาตรฐานโลก
เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์พิเศษภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวตอนหนึ่งในการร่วมเสวนาวิชาการเรื่อง "ศาลรัฐธรรมนูญในฐานะผู้พิทักษ์หลักนิติธรรมเพื่อสันติภาพท่ามกลางระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลง" ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ให้เข้าเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยได้ให้การบางส่วนแล้วและกำลังศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ถ้อยคำอย่างครบถ้วน
นายไชยันต์ กล่าวต่อว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นไปตามหลักสากล เช่นเดียวกับประเทศอังกฤษที่ใช้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร ซึ่ง กกต. ไทยยึดถือหลักการเดียวกัน ส่วนความกังวลเรื่องการสืบหาตัวผู้ลงคะแนนนั้น ในทางปฏิบัติทำได้ยากมากและจะตรวจสอบเฉพาะกรณีที่มีเหตุสงสัยรุนแรงเท่านั้น เช่น การสืบทราบว่ามีคนต่างชาติลักลอบมาลงคะแนนเสียง
แนะศาลรัฐธรรมนูญใช้ภาษาง่ายอธิบายผลคำตัดสินสกัดข่าวลือ
นอกจากประเด็นบัตรเลือกตั้ง นายไชยันต์ยังเสนอแนะบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญท่ามกลางสภาวะความขัดแย้ง โดยเน้นย้ำให้ศาลอธิบายที่มาของคำวินิจฉัยด้วยภาษาที่เรียบง่ายเพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ชัดเจน เพื่อเป็นการสกัดกั้นข่าวลือและการวิจารณ์เรื่องที่มาของตุลาการ โดยมองว่าความโปร่งใสในการตีความสำคัญกว่าที่มาของตำแหน่ง
พร้อมกันนี้ยังเสนอให้มีการแปลคำวินิจฉัยเป็นภาษาต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคมโลกและลดแรงกดดันหรือการโจมตีจากต่างประเทศ นายไชยันต์ย้ำว่า ศาลรัฐธรรมนูญต้องมีความใกล้ชิดประชาชนและไม่ทำตัวเหมือนศาลปกติทั่วไป เพื่อเป็นที่พึ่งในการวินิจฉัยคดีที่ละเอียดอ่อนระหว่างการปกป้องสถาบันและสิทธิเสรีภาพ
นายไชยันต์ระบุทิ้งท้ายว่า ปัญหาเรื่องความสมดุลระหว่างสถาบันและสิทธิเสรีภาพจะยังคงอยู่คู่กับสังคมไทยไปอีกนาน จนกว่าระบอบการปกครองจะมีความมั่นคง ดังนั้น ศาลจึงต้องเร่งสร้างความเข้าใจเพื่อรักษาสันติภาพภายในประเทศ และเตรียมพร้อมรองรับการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อาจมีความก้าวหน้ามากขึ้นในอนาคต


