คาด! คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จบใน 1 ปี หลังรับคำร้องผู้ตรวจการ
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เผยการวินิจฉัยคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ดเป็นโมฆะหรือไม่ คาดใช้เวลาไม่เกิน 1 ปีหลังรับคำร้องจากผู้ตรวจการแผ่นดิน
ศาลรธน.วางกรอบเวลาพิจารณาคดีเลือกตั้งไม่เกินหนึ่งปี
นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องจากผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีขอให้วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นโมฆะหรือไม่ โดยคาดการณ์ว่ากระบวนการพิจารณาทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นับจากวันที่ศาลมีมติรับคำร้องไว้พิจารณา ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ศาลรอคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากทั้งฝ่ายผู้ร้องคือผู้ตรวจการแผ่นดิน และฝ่ายผู้ถูกร้องคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง รับคำร้องในคดี "บาร์โค้ด" ซึ่งมีการร้องเรียนว่า กกต. ได้กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งให้มีทั้งระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดติดอยู่บนบัตร ประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยคือการมีรหัสระบุตัวตนดังกล่าว อาจทำให้สามารถสืบทราบและตรวจสอบย้อนกลับไปยังตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ซึ่งหากเป็นจริงจะถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปโดยลับ และขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน
รอพยานหลักฐานจากคู่ความก่อนพิจารณาเปิดการไต่สวนเพิ่ม
กระบวนการในปัจจุบัน ศาลได้เปิดโอกาสให้ทั้ง กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นคำแถลงพร้อมบัญชีพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อให้ตุลาการเข้าถึงข้อเท็จจริงได้มากที่สุด นายนครินทร์ระบุว่าหากคำชี้แจงของคู่ความทั้งสองฝ่ายในรูปแบบลายลักษณ์อักษรมีความชัดเจนเพียงพอแล้ว ศาลอาจไม่จำเป็นต้องเปิดการไต่สวน แต่หากยังมีประเด็นที่ไม่ชัดเจนหรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ตุลาการมีอำนาจสั่งให้มีการไต่สวนพยานบุคคลหรือพยานวัตถุอื่นได้ เช่น เทปบันทึกภาพหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไปตามความเหมาะสมของเนื้อหาในคดี
ในส่วนของพยานหลักฐาน นายนครินทร์กล่าวว่ามีความสนใจที่จะเห็นบัญชีพยานจากฝั่งผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องจากทราบว่ามีผู้ร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงต้องรอดูว่าผู้ตรวจการจะส่งพยานรายใดมาบ้าง ขณะเดียวกันฝั่ง กกต. ก็ต้องแสดงหลักฐานเพื่อยืนยันความถูกต้องของการดำเนินงานเช่นกัน ทั้งนี้ศาลยังมีอำนาจในการเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติมด้วยตนเองหากเห็นว่าจำเป็น เพื่อให้การวินิจฉัยครบถ้วนทุกมิติ โดยย้ำว่าในขณะนี้ยังไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่ จนกว่าจะได้ตรวจสอบพยานหลักฐานครบถ้วนจากทั้งสองฝ่ายเสียก่อน
ย้ำตุลาการใช้ดุลพินิจอิสระวินิจฉัยประเด็นบัตรเลือกตั้งลับ
ประเด็นข้อพิพาทว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดถือเป็นความลับตามกฎหมายหรือไม่นั้น ประธานศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงว่าเรื่องนี้ต้องยึดตามข้อกฎหมายเป็นหลัก โดยศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ประกอบด้วยตุลาการจำนวน 9 ท่าน ซึ่งแต่ละท่านมีดุลพินิจเป็นอิสระต่อกันในการพิจารณาข้อเท็จจริงที่ได้รับ การวินิจฉัยจึงไม่ใช่ความเห็นของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความเห็นร่วมกันขององค์คณะหลังจากที่ตุลาการทุกท่านได้พิจารณาพยานหลักฐานและข้อกฎหมายอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว
นอกจากนี้ยังระบุว่า คำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละท่านจะสะท้อนถึงการใช้ดุลพินิจหลังจากรับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมด ดังนั้นคำถามที่ว่าบัตรเลือกตั้งดังกล่าวเป็นความลับหรือไม่ จะถูกคลี่คลายผ่านกระบวนการพิจารณาคดีตามลำดับขั้นตอน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ตามขอบเขตอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและชัดเจนต่อสังคม โดยขอให้ประชาชนรอติดตามผลการพิจารณาที่จะเกิดขึ้นภายในกรอบเวลาที่วางไว้ เพื่อความโปร่งใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศสืบไป


