posttoday

PostTalk Ep.10 ดร.ณรงค์ชัย ทางออกประเทศไทยกับวิกฤตราคาน้ำมัน

16 มีนาคม 2569

ดร.ณรงค์ชัย ชี้สงครามตะวันออกกลางกระทบตลาดพลังงาโลก เตือนหากยืดเยื้อไทยเสี่ยงขาดแคลนน้ำมัน ราคาดีเซลอาจพุ่ง ถึง50 บาท/ลิตร พร้อมเสนอ 3 ทางออกเสริมความมั่นคงพลังงาน

KEY

POINTS

  • วิกฤตราคาพลังงานโลกที่รุนแรงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในไทยพุ่งสูงขึ้นจนกองทุนน้ำมันต้องเข้าอุดหนุน และเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
  • เสนอทางออกให้รัฐบาลปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันเพื่อลดการอุดหนุนข้ามประเภท และส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล (B100) ในสัดส่วนที่สูงขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูกลง
  • แนะเร่งยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน โดยการเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองให้รวดเร็วขึ้น และพิจารณาใช้คลังน้ำมันลอยลำ (Floating Storage) เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะวิกฤตในอนาคต

ดร.ณรงค์ชัย ใหญ่สว่าง นักวิชาการด้านเศรษฐกิจพลังงาน ให้สัมภาษณ์ในรายการ PostTalk ถึงกรณีสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศไทยปัจจุบันว่า สถานการณ์ตอนนี้เรียกได้ว่าวิกฤต ไม่ใช่แค่เพียงในประเทศไทยแต่รวมไปถึงทั่วโลก เนื่องจากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

โดยปัจจุบันราคาน้ำมันดิบขึ้นเป็นเท่าตัว ขณะที่ราคาดีเซลเพิ่มขึ้นกว่า 100 ถึง 150 เปอร์เซ็นต์ แม้ปัจจุบันจะมีกลุ่ม G7 เข้ามาขายรีเซิร์ฟ (Reserve) ทำให้ราคาน้ำมันดิบและดีเซลลดลงมาเล็กน้อย แต่เราก็ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ เนื่องจากสถานการณ์การปะทะกันที่ตะวันออกกลางค่อนข้างมีความรุนแรง ซึ่งกระทบกับราคาน้ำมันโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีการค้าน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าวถึง 20-30 เปอร์เซ็นต์ของการค้าน้ำมันทั่วโลก คิดเป็นจำนวนประมาณ 20 ล้านบาร์เรล/วัน

 

นั่นหมายความว่าน้ำมันทั่วโลกกำลังจะขาดแคลน แม้ว่าจะมีคนขายรีเซิร์ฟ แต่ไทยก็ได้รับผลกระทบ เนื่องจากราคาดีเซลที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้กองทุนน้ำมันต้องเข้ามาชดเชย เพราะฉะนั้นหากสงครามบานปลายกินเวลามากกว่า 1-2 เดือน ก็อาจทำให้ประเทศไทยขาดแคลนน้ำมันได้

 

 

ส่วนสถานการณ์การปะทะกันที่ตะวันออกกลาง ขณะนี้ประเทศอิหร่านเองก็สู้สุดใจ มีการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง แม้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะออกมากดดันอิหร่านอย่างต่อเนื่อง แต่อิหร่านก็ยังตอบโต้กลับอย่างต่อเนื่องเช่นกัน หลังการสูญเสียผู้นำสูงสุดอย่าง อาลี คาเมเนอี เพราะฉะนั้นจึงคาดการณ์ว่าสถานการณ์การปะทะกันครั้งนี้คงยืดเยื้อไม่ต่ำกว่า 3 เดือน แม้ โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของผู้นำสูงสุดจะขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่แล้วก็ตาม จนกว่าสหรัฐฯ จะออกมาขอโทษ ก็จะไม่มีการเจรจายุติสงครามโดยเร็ววันนี้แน่นอน

 

ส่วนที่รัฐบาลออก 6 มาตรการประหยัดพลังงาน หนุนข้าราชการ–รัฐวิสาหกิจ WFH (Work From Home) ดร.ณรงค์ชัย มองว่ารัฐบาลมีการปรับใช้นโยบายที่ค่อนข้างไว แต่บางมาตรการก็อยากให้มีการปรับใช้มากขึ้น เช่น การปรับจากการใช้น้ำมัน B5 มาเป็น B7 (หรือการเพิ่มสัดส่วนผสม) เนื่องจากราคาน้ำมัน B100 ในไทยนั้นยังมีราคาถูก ซึ่งหากประชาชนสามารถซื้อน้ำมันที่หน้าโรงกลั่นได้ก็จะถือว่าเป็นการช่วยประชาชนในระดับหนึ่ง รัฐบาลอาจช่วยสนับสนุนการผสมน้ำมัน B100 เพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีตัวเลือกเพิ่มมากยิ่งขึ้นและได้ใช้ในราคาที่ถูกลง

 

ขณะที่มาตรการการสำรองน้ำมัน ตอนนี้ยังถือว่ารับได้ระดับหนึ่ง แต่มองว่าอาจช้าไปเล็กน้อย จึงอยากให้รัฐบาลเร่งรัดเรื่องนี้เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ขาดแคลนน้ำมันภายในประเทศได้ และอยากให้คิดแผนรองรับสำหรับระยะสั้น-กลาง-ยาว สนับสนุนการปรับส่วนผสมน้ำมันให้ประชาชนมีทางเลือกใช้น้ำมันชนิดอื่น และถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

 

ด้านแนวคิดการแสวงหาแหล่งน้ำมันอื่นเพื่อมาทดแทนน้ำมันจากตะวันออกกลางนั้น ปัจจุบันแหล่งน้ำมันในยุโรปหรือสหรัฐฯ พร้อมส่งออกน้ำมัน แต่การส่งออกมายังไทยกินเวลากว่า 35-40 วัน ซึ่งผู้นำเข้ามีความกังวลเรื่องความผันผวนของราคา ดังนั้นทางออกนี้จึงมีความเสี่ยงสูง

 

ทั้งนี้ หากให้ประเมินคะแนนรัฐบาลในการรับมือสถานการณ์ราคาน้ำมัน ดร.ณรงค์ชัย ให้ที่ 6.5/10 คะแนน ซึ่งถือว่าไม่แย่เพราะรัฐบาลดำเนินการเร็ว แต่อยากให้นโยบายเปลี่ยนแปลงให้ทันสถานการณ์และคำนึงถึงความมั่นคงทางพลังงานเป็นสำคัญ โดยได้เสนอ 3 แนวทางแก้ไขคือ

 

1.การปรับปรุงระบบการจัดเก็บและบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

 

ปัจจุบันโครงสร้างกองทุนมีการนำเงินจากผู้ใช้เบนซินไปอุดหนุนดีเซล ซึ่งเงินเหล่านี้ส่วนใหญ่ไหลออกสู่ต่างประเทศผ่านการนำเข้า ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ปรับลดสัดส่วนการอุดหนุนลงและหันไปสนับสนุนพลังงานทางเลือกอื่นเพื่อลดภาระหนี้กองทุนที่อาจแตะระดับแสนล้านบาท

 

2.การปรับปรุงสูตรน้ำมันดีเซลและส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลภายในประเทศ

 

เสนอให้ปรับสัดส่วนการผสมจาก B7 เป็น B10 หรือ B20 และผลักดันการใช้ B100 ให้เป็นทางเลือก โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีราคาหน้าโรงกลั่นถูกกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไป ช่วยลดการนำเข้าและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

 

3.การยกระดับความมั่นคงทางพลังงานด้วยการเพิ่มปริมาณสำรอง

 

เร่งปรับเพิ่มการสำรองน้ำมันสำเร็จรูปจาก 1% เป็น 3% ให้รวดเร็วขึ้น หากคลังน้ำมันบนบกไม่เพียงพอ ควรพิจารณาเช่าเรือเพื่อจัดทำเป็นที่เก็บน้ำมันลอยลำ (Floating Storage) เพื่อสำรองไว้ใช้ในยามวิกฤต

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ณรงค์ชัย ประเมินว่าราคาน้ำมันในไทยอาจพุ่งสูงถึง 40-50 บาทต่อลิตร หากกองทุนน้ำมันรับไม่ไหวและต้องปล่อยให้ราคาลอยตัว สถานการณ์ครั้งนี้ถือเป็น "วิกฤตเหนือวิกฤต" เพราะราคาน้ำมันเทียบเท่ากับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อ 3-4 ปีก่อน และต้องจับตาสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิดต่อจากนี้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต

 

 

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง