เปิดสภาชุด27ภูมิใจไทยคุมเบ็ดเสร็จ ฝ่ายค้านระส่ายรอยร้าวลึกทำทางสะดวก
ราชกิจจานุเบกษาแพร่ พ.ร.ฎ. เรียกประชุมรัฐสภา 14 มี.ค. 69 พบขั้วรัฐบาลภูมิใจไทย 289 เสียงคุมเบ็ดเสร็จ ขณะฝ่ายค้าน 209 เสียงส่อแววแตกแยกจากปมขัดแย้งส่วนตัว
KEY
POINTS
- ความได้เปรียบเชิงคณิตศาสตร์การเมือง: รัฐบาลขั้วภูมิใจไทยมีเสียงสนับสนุน 289 เสียง ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมากที่เพียงพอต่อการผ่านกฎหมายสำคัญและสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาลอยู่ได้ยาวนาน
- วิกฤตความเชื่อมั่นในฝ่ายค้าน: ปมความขัดแย้งส่วนตัวและคดีความระหว่างแกนนำพรรคประชาชน กล้าธรรม และประชาธิปัตย์ กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การตรวจสอบรัฐบาลขาดพลัง
- โมเดลอำนาจเบ็ดเสร็จ: การจัดสรรผลประโยชน์และตำแหน่งในพรรคร่วมรัฐบาลที่ลงตัว ทำให้รัฐบาลชุดนี้ถูกเปรียบเทียบกับยุค คสช. ที่เน้นการคุมเกมสภาเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกอภิปราย
อาณาจักรน้ำเงินผงาดค้ำเสถียรภาพรัฐบาลอนุทิน
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป เพื่อเริ่มต้นภารกิจของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 โดยภาพรวมการแบ่งขั้วอำนาจแสดงให้เห็นถึงความได้เปรียบเชิงปริมาณของฝ่ายรัฐบาลอย่างชัดเจน นำโดยพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำหลักครองเสียง 191 เสียง ผนึกกำลังกับพรรคเพื่อไทย 74 เสียง และพรรคร่วมอื่นๆ รวมเป็นฐานเสียงที่เข้มแข็งถึง 289 เสียง จากทั้งหมด 499 คน
ความพยายามในการสร้างเสถียรภาพครั้งนี้ถูกมองว่าเดินตามโมเดล "ยุค คสช." ที่เน้นการคุมกลไกสภาอย่างเบ็ดเสร็จเพื่อให้รัฐบาลอยู่ยาวจนครบวาระ อย่างไรก็ตาม โจทย์หินของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คือการบริหารความสัมพันธ์กับพรรคเล็กพรรคน้อยอีก 8 พรรค เพื่อสกัดกั้นการตรวจสอบจากฝ่ายค้านที่มีความพยายามจะเจาะช่องโหว่ของการบริหารราชการแผ่นดินในอนาคต
วิกฤตเอกภาพพรรคร่วมฝ่ายค้านกลายเป็น“ฝ่ายแค้น”
ในขณะที่รัฐบาลดูปึกแผ่น ฝ่ายค้านที่มี สส. รวม 209 เสียงจาก 7 พรรคการเมือง กลับตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสายอย่างหนัก ปัญหาหลักไม่ได้มาจากอุดมการณ์ที่แตกต่างเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "รอยร้าวส่วนตัว" ระหว่างแกนนำพรรคที่ฝังรากลึก จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นสภาวะ "ฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น" ที่มุ่งรบกันเองมากกว่าการตรวจสอบรัฐบาล นำโดยพรรคประชาชนที่มี 120 เสียง และพรรคกล้าธรรม 58 เสียง ที่มีประเด็นคดีความฟ้องร้องกันอย่างรุนแรง
แหล่งข่าวระดับสูงในพรรคฝ่ายค้านรายหนึ่งเปิดเผยถึงบรรยากาศการทำงานว่า “มันยากที่จะประสานงานกันได้อย่างสนิทใจ เมื่อปมความหลังและคดีความยังเป็นชนักติดหลังที่คอยจ้องจะเล่นงานกันเองตลอดเวลา” สะท้อนให้เห็นว่ากลไกการตรวจสอบโดยพรรคร่วมฝ่ายค้านอาจไร้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากพลังถูกบั่นทอนไปกับความบาดหมางภายในที่ยากจะประสาน
ปมขัดแย้งฝังลึกและทางตันของการตรวจสอบ
วิเคราะห์ลึกลงไปในความขัดแย้ง พบว่าพรรคประชาชนกับพรรคกล้าธรรมมีปมร้อนระหว่าง นายรังสิมันต์ โรม กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กรณีการตรวจสอบ "ทุนเทา-สแกมเมอร์" และคดีความฟ้องร้องที่ศาลจังหวัดพะเยา ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคกล้าธรรมก็มีรอยร้าวจากกรณี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่ถูกคนในบ้านเก่าออกมาเปิดโปงพฤติกรรมจนเข้าหน้ากันไม่ติด แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะระบุว่าทำงานร่วมกันได้ แต่ก็ยอมรับว่า “ลำบากใจที่ต้องร่วมงานกับคนเทาๆ”
บทสรุปของสภาชุดที่ 27 จึงเป็นภาพของรัฐบาลที่ครองอำนาจด้วยแต้มต่อเชิงปริมาณและเอกภาพที่เหนือกว่า หากฝ่ายค้านยังไม่สามารถทลายกำแพงความขัดแย้งส่วนตัวและรวมตัวกันติด แนวโน้มการบริหารประเทศภายใต้ขั้วภูมิใจไทยอาจราบรื่นและยาวนานคล้ายยุคอดีต ทิ้งให้กลไกการตรวจสอบในสภาเป็นเพียงพิธีกรรมทางเมืองที่ไม่สามารถสั่นคลอนเก้าอี้นายกฯ ได้อย่างแท้จริง


