posttoday

PostTalk Ep.9. กษิต ภิรมย์ ฝ่าวิกฤตไฟสงครามในตะวันออกกลาง

09 มีนาคม 2569

นายกษิตเตือนรัฐบาลไทยเตรียมรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เปิดสต็อกพลังงานให้โปร่งใส วางแผนอพยพคนไทย–ประหยัดพลังงาน มั่นใจสถานการณ์ไม่น่าลุกลามยืดเยื้อ

KEY

POINTS

  • กษิต ภิรมย์ วิเคราะห์รากเหง้าของวิกฤตตะวันออกกลางว่าเกิดจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างอิหร่านกับโลกตะวันตก การแข่งขันระหว่างนิกายชีอะห์-ซุนนี และเป้าหมายของอิหร่านที่ต้องการขจัดอิสราเอล
  • ประเมินว่าสถานการณ์ไม่น่าจะบานปลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 เนื่องจากกำลังของอิหร่านยังเป็นรองสหรัฐฯ และอิสราเอล อีกทั้งพันธมิตรอย่างจีนและรัสเซียยังสงวนท่าที
  • เสนอให้รัฐบาลไทยยึดมั่นในหลักการสากล พร้อมเตรียมแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อรับมือผลกระทบ ทั้งการอพยพคนไทย การบริหารจัดการพลังงาน และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ในรายการ PostTalk เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อประเทศไทย โดยนายกษิตเล่าถึงที่มาของปัญหาว่า ประเด็นแรกคือมุมมองของฝ่ายตะวันตกหรือชาวยุโรป ที่มองว่าประเทศอิหร่านเป็นประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้ายสากล

ประเด็นที่สอง เมื่อประมาณ 48 ปีก่อน เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติในประเทศอิหร่าน ล้มล้างระบอบกษัตริย์ โดยฝ่ายที่ชนะคือกลุ่มผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ (Shia) ตั้งแต่นั้นมา อิหร่านจึงกลายเป็นประเทศที่ปกครองโดยผู้นำทางศาสนา หรือเรียกได้ว่าเป็นระบบ “ศาสนานำการเมือง” ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่อยู่ตรงข้ามกับลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตยของโลกตะวันตก

ประเด็นที่สาม อิหร่านนับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ ซึ่งถือเป็นคู่แข่งกับศาสนาอิสลามนิกายซุนนี ที่มีประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำ เนื่องจากซาอุดีอาระเบียเป็นที่ตั้งของนครศักดิ์สิทธิ์และแหล่งกำเนิดของศาสนาอิสลาม ดังนั้นทั้งสองประเทศจึงมีการแข่งขันกันในโลกมุสลิมมาอย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้งระหว่าง “ซุนนี–ชีอะห์” จึงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียยังเป็นพันธมิตรกับฝ่ายตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

 

นายกษิต ระบุต่อว่า ผู้นำของประเทศอิหร่าน รวมถึงชาวมุสลิมจำนวนหนึ่ง มองว่าการที่ชาวยิวสามารถก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นในพื้นที่ตะวันออกกลาง บนดินแดนปาเลสไตน์ เป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม จึงมีความมุ่งหมายที่จะขจัดอิสราเอลออกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

อิหร่านจึงมองว่าวิธีปกป้องตนเองที่ดีที่สุด คือการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ จึงเริ่มพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ รวมถึงการศึกษาและเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เพื่อนำไปสู่ศักยภาพในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์

ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดนี้ ทำให้อิหร่านถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของฝ่ายตะวันตกที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับอิสราเอล

ส่วนข้อกังวลของหลายฝ่ายที่มองว่าเหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 นั้น นายกษิตมองว่า มีความเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากอิหร่านยังไม่มีกำลังมากพอที่จะต่อสู้กับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ขณะเดียวกันพันธมิตรของอิหร่านอย่างจีนและรัสเซีย ก็ยังมีท่าทีระมัดระวัง และยังไม่ได้เข้ามาแทรกแซงหรือขยายแนวรบของแต่ละฝ่าย

นอกจากนี้ นายกษิตยังกล่าวถึงบทบาทของรัฐบาลไทยต่อสถานการณ์ดังกล่าวว่า รัฐบาลไทยควรยืนอยู่บนหลักการ แม้อาจมีความกังวลว่าสหรัฐอเมริกาจะใช้มาตรการคว่ำบาตร โดยยกตัวอย่างกรณีรัฐบาลสเปนที่ถูกสหรัฐอเมริกาตัดความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างเข้มงวด เนื่องจากไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามในอิหร่าน

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่าจะมีท่าทีอย่างไร โดยไทยควรประกาศจุดยืนตามหลักการ ขณะเดียวกันก็สามารถเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดยิง และกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งระหว่างนี้ไทยเราควรที่จะรวบรวม สิ่งของเครื่องใช้และอาหารเพื่อให้ความช่วยเหลือชาวอิหร่าน ตามหลักมนุษยธรรม

 

https://www.tiktok.com/@posttodayofficial/video/7615121337639537941?is_from_webapp=1&sender_device=pc&web_id=7551287388853798407

@posttodayofficial การวางตัวของไทยการวางตัวของไทยในภาวะสงครามระดับโลก . #PostTalk #อิหร่าน #ตะวันออกกลาง #สหรัฐอเมริกา #สงครามโลกครั้งที่3 #ประเทศไทย #รัฐบาลอนุทิน #โพสต์ทูเดย์ #Posttoday #เป้งบดินทรกานต์ ♬ เสียงต้นฉบับ - POSTTODAY

ส่วนการบริหารจัดการสต็อกพลังงาน กฎหมายไทยกำหนดให้มีการสำรองพลังงานไว้ ซึ่งภาครัฐควรนำตัวเลขสต็อกน้ำมันที่ชัดเจนมาเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพลังงานสำรองที่มีอยู่ เช่น สต็อกน้ำมันประมาณ 60 วัน เพียงพอต่อการใช้งานในช่วงวิกฤตหรือไม่

ขณะเดียวกัน ในส่วนของมาตรการลดผลกระทบผ่านการประหยัดพลังงาน หากราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น นายกษิตเสนอว่าควรมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อลดการใช้พลังงานภายในประเทศ เช่น การรณรงค์ให้ลดการใช้เครื่องปรับอากาศ หรือการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประเทศในภาพรวม

ทั้งที่ นายกษิต เชื่อว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจไม่ยืดเยื้อ เนื่องจากขณะนี้มีเสียงคัดค้านในสหรัฐอเมริกามากกว่าร้อยละ 50 ที่ไม่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่านของรัฐบาลสหรัฐ นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังใกล้เข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเชื่อว่าโดนัลด์ ทรัมป์ คงไม่ต้องการให้พรรครีพับลิกันเสียคะแนนนิยม จึงมีแนวโน้มที่จะเร่งการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์

ส่วนแนวทางการอพยพชาวไทยในตะวันออกกลาง นายกษิตระบุว่าเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ โดยไทยเคยมีประสบการณ์ในการอพยพคนไทยจากต่างประเทศมาแล้วเมื่อประมาณกว่า 10 ปีก่อน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสามารถนำบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าวมาปรับใช้ได้

นายกษิตกล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้คนไทยสบายใจ และขอให้รัฐบาลรวมถึงผู้แทนราษฎรช่วยกันผลักดันให้มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ทั้งแผนอพยพคนไทย การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การสำรองเชื้อเพลิงเพิ่มเติม รวมถึงการหาแหล่งพลังงานจากประเทศอื่นชั่วคราว และแผนลดการใช้พลังงานอย่างเป็นระบบ

พร้อมเสนอให้กระทรวงพลังงานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน โดยการสื่อสารกับประชาชนควรใช้ข้อมูลที่ชัดเจนและโปร่งใส ไม่ใช่เพียงการพูดเชิงนโยบายโดยไม่มีมาตรการรองรับว่าประเทศจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง