posttoday

ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิหมอเกศ10ปีปมแอบอ้างศาสตราจารย์สมัครสว.ไม่สุจริต

04 มีนาคม 2569

ศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหมอเกศ 10 ปี หลังพบเจตนากรอกข้อมูลแอบอ้างตำแหน่งศาสตราจารย์ลงสมัคร สว. ถือเป็นการทุจริตและหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิด

KEY

POINTS

  • การแอบอ้างตำแหน่งทางวิชาการเป็นเหตุแห่งการทุจริต: ศาลชี้ชัดว่าการใช้ตำแหน่ง "ศาสตราจารย์" ที่ไม่ผ่านการรับรองจาก อว. และไม่มีประสบการณ์สอนจริง ถือเป็นการกรอกข้อมูลเท็จเพื่อหลอกลวงให้ผู้เลือกเข้าใจผิดในคุณสมบัติ
  • บทลงโทษขั้นเด็ดขาด: ผลจากคำพิพากษาทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง สว. ทันที พร้อมถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี และยังมีคดีอาญาที่รอรับโทษจำคุกสูงสุด 10 ปีรวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปีตามมา
  • บรรทัดฐานการตรวจสอบคุณสมบัติ: กรณีนี้สะท้อนให้เห็นความเข้มงวดของกฎหมายเลือกตั้ง สว. ที่เน้นความสุจริตเที่ยงธรรม โดยเฉพาะการนำประวัติการศึกษาและตำแหน่งการงานมาใช้จูงใจคะแนนเสียงอย่างไม่ถูกต้อง

ศาลฎีกาชี้ขาดตัดสิทธิ "เกศกมล" 10 ปี เหตุแอบอ้างตำแหน่งวิชาการ

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ร้อง ยื่นขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ "หมอเกศ" สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จากกรณีการกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จในการสมัครรับเลือกตั้ง สว. โดยศาลมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำพิพากษา เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ประเด็นหลักที่ศาลนำมาพิจารณาคือการที่นางสาวเกศกมลใช้คำนำหน้าชื่อว่า "ศาสตราจารย์" และระบุในประวัติแนะนำตัวว่าเป็น "ศาสตราจารย์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์" จากสถาบันในต่างประเทศเพื่อใช้ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง สว. ประจำปี 2567 ซึ่งจากการไต่สวนพบว่าตำแหน่งดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมายไทย และไม่มีการรับรองจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อีกทั้งผู้คัดค้านไม่เคยมีประสบการณ์การสอนหนังสือที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำรงตำแหน่งทางวิชาการนี้มาก่อน การนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงมาแสดงจึงเป็นการหลอกลวงผู้มีสิทธิเลือก

เปิดมติ กกต. ฟันประเด็นแอบอ้างแต่ยกคำร้องวุฒิปริญญาเอก

ย้อนกลับไปในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการแยกประเด็นตรวจสอบออกเป็นสองส่วนสำคัญ ส่วนแรกคือเรื่องวุฒิการศึกษาปริญญาเอกจาก California University ซึ่ง กกต. มีมติยกคำร้องในส่วนนี้ เนื่องจากพบว่าสถาบันดังกล่าวได้รับการรับรองในสหรัฐอเมริกา แม้ในประเทศไทยจะยังไม่มีการเทียบวุฒิเพื่อใช้รับราชการ แต่พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะชี้ชัดว่าเป็นการจงใจหลอกลวงผู้อื่นในเรื่องระดับการศึกษาอย่างชัดแจ้งจนถึงขั้นมีความผิดทางอาญาหรือผิดกฎหมายเลือกตั้งในขณะนั้น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตำแหน่ง "ศาสตราจารย์" กกต. และศาลฎีกามีความเห็นสอดคล้องกันว่าเป็นการกระทำผิดที่ชัดเจน เนื่องจากนางสาวเกศกมลไม่มีชื่อในฐานข้อมูลของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันการอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และตัวผู้คัดค้านเองก็ได้ให้ถ้อยคำว่าไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งศาสตราจารย์จริง การนำตำแหน่งที่ไม่มีอยู่จริงตามกฎหมายไทยมาใช้โฆษณาคุณสมบัติของตนเอง จึงถือเป็นการจูงใจให้ผู้ลงคะแนนเกิดความเข้าใจผิดในเกียรติคุณและความรู้ความสามารถ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงที่ได้รับมาเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ

บทลงโทษรุนแรงและผลกระทบต่ออนาคตทางการเมือง

คำพิพากษาของศาลฎีกาในครั้งนี้ส่งผลให้นางสาวเกศกมลต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาทันที และถูกตัดสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับเป็นเวลา 10 ปี นอกจากนี้กระบวนการทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้ เนื่องจาก กกต. ยังมีมติให้ดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 77 (4) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และอาจถูกศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) เป็นเวลาถึง 20 ปีในคดีอาญาที่กำลังจะตามมา

กรณีของ "หมอเกศ" กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งในระดับสูง โดยเฉพาะการแอบอ้างตำแหน่งทางวิชาการและประวัติการศึกษาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ สังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างจับตามองการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของสภาสูงและการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่สำคัญของบ้านเมืองให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกมิติ 

ข่าวล่าสุด

ธปท.ชี้ ความขัดแย้งตะวันออกกลางกระทบจีดีพี ไทย 0.1-0.2%