“ดร.ณัฏฐ์” ยัน กกต. รับรอง สส. ตามกฎหมาย ชี้สอยทีหลังได้-จี้ฟันกลุ่มแพ้พาล
“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ กกต. ประกาศรับรอง สส. 396 เขต ทำตามกรอบรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดสภาเดินหน้าตั้งรัฐบาล ชี้ สอยทีหลังได้-จี้ฟันกลุ่มแพ้พาล
นักกฎหมายมหาชนชี้ กกต. ประกาศรับรอง สส. 396 เขต ทำตามกรอบรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดสภาเดินหน้าตั้งรัฐบาล ยันไม่ตัดอำนาจสืบสวนย้อนหลัง ส่วนกลุ่มป่วนซูมบาร์โค้ดส่อผิดกฎหมาย
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองทันที หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตจำนวน 396 เขต ท่ามกลางกระแสการร้องคัดค้านและมติของ กกต. ที่ให้ดำเนินคดีอาญากับ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. พร้อมพวก ในข้อหาเกี่ยวกับการสร้างความปั่นป่วนและละเมิดกฎหมายเลือกตั้ง
ดร.ณัฏฐ์ หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ออกมาให้ความเห็นทางข้อกฎหมายเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะ โดยระบุว่าการที่ กกต. ประกาศรับรองผลนั้นเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรคสี่ ที่กำหนดให้ประกาศผลภายใน 60 วัน เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเชื่อว่าสุจริต ซึ่งต้องรับรองให้ครบไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 หรือ 475 คน เพื่อให้กลไกรัฐสภาเดินหน้าประชุมสภาครั้งแรกภายใน 15 วัน เพื่อเลือกประธานสภาฯ และนายกรัฐมนตรีตามลำดับ
รับรองก่อน"สอย" ทีหลังได้
ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า การรับรองผลกับการสืบสวนข้อร้องเรียนเป็นคนละส่วนกัน รัฐธรรมนูญบัญญัติชัดเจนว่าการประกาศผล "ไม่เป็นการตัดหน้าที่และอำนาจ" ของ กกต. ในการสืบสวนหรือวินิจฉัยกรณีทุจริตภายหลัง
"พูดภาษาชาวบ้านคือ กกต. ต้องรับรองไปก่อนเพื่อให้ประเทศเดินหน้า แล้วค่อยมาสอยทีหลังหากพบความผิด การร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินหรือศาลปกครองนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้นำวิธีการชั่วคราวมาใช้บังคับในคดีเลือกตั้ง"
จวกกลุ่ม "แพ้แล้วพาล" ละเมิดกฎหมาย
สำหรับกรณีการดำเนินคดีกับนายสมชัยและพวก ดร.ณัฏฐ์ มองว่าการตรวจสอบความโปร่งใสต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย การใช้กล้องซูมถ่ายบาร์โค้ดเพื่อถอดรหัส หรือถ่ายภาพใบหน้าประชาชนถือเป็นการละเมิดสิทธิและจงใจทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ
พฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่การทำหน้าที่พลเมืองแต่เป็นกลุ่มคนที่ "แพ้แล้วพาล" พยายามปลุกปั่นให้สังคมเข้าใจผิดว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่งฝ่ายกฎหมายของ กกต. คงมีหลักฐานมัดตัวแน่นหนาก่อนเข้าแจ้งความ ส่วนการที่กลุ่มดังกล่าวจะแจ้งความกลับนั้น หากข้อเท็จจริงไม่ยุติอาจโดนข้อหาแจ้งความเท็จซ้ำรอย "โมเดลชลบุรี" ได้ พร้อมทิ้งท้ายว่างานนี้คนที่ "เมาหมัด" อาจไม่ใช่ กกต. แต่เป็นกลุ่มผู้ประท้วงเสียเอง


