posttoday

เปิดคำพิพากษาศาลฎีกายืนตามกกต.ถอนชื่อ“บิ๊กโอ”เขต7นครศรีธรรมราช

05 กุมภาพันธ์ 2569

เปิดคำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ยืนตาม กกต. ถอนชื่อ “บิ๊กโอ” เขต 7 นครศรีธรรมราช บัตรล่วงหน้ากลายเป็นบัตรเสีย เปิดทางไต่สวนคดีตามมา

KEY

POINTS

  • ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามมติของ กกต. ให้เพิกถอนชื่อนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ หรือ "บิ๊กโอ" จากการเป็นผู้สมัคร ส.ส. เขต 7 นครศรีธรรมราช
  • สาเหตุการเพิกถอนชื่อเนื่องจากขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ เพราะเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาฐานลักทรัพย์
  • ผลของคำวินิจฉัยทำให้คะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าที่ลงให้นายก้องเกียรติกลายเป็นบัตรเสีย และอาจถูกดำเนินคดีอาญาพร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 มีรายงานจากจังหวัด นครศรีธรรมราช ว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง มีคำวินิจฉัยคดีหมายเลขดำ ลต.สขข.16/2569 แดง ลต.สขข.20/2569 ยืนตามคำวินิจฉัยของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เพิกถอนชื่อ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ หรือ “บิ๊กโอ” อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 สังกัด พรรคกล้าธรรม ออกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ศาลชี้ชัด ขาดคุณสมบัติผู้สมัครตามรัฐธรรมนูญ

ประเด็นพิพาทอยู่ที่คุณสมบัติผู้สมัคร โดย กกต. อ้างอิงคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ในความผิดฐานลักทรัพย์ ทำให้ผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 42 (12)

ฝ่ายผู้ร้องโต้แย้งว่า ตนเคยถูกพิพากษาเพียงคดีอาวุธปืนของศาลนครศรีธรรมราช ไม่ใช่คดีลักทรัพย์ดังกล่าว และขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. พร้อมให้คืนสถานะผู้สมัคร

อย่างไรก็ดี ศาลตรวจสำนวนและไต่สวนพยานแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานจากพนักงานสอบสวนระบุชัด ผู้ร้องเป็นจำเลยเพียงรายเดียวในคดีลักทรัพย์ปี 2542 และคดีถึงที่สุดแล้ว ข้ออ้างเรื่อง “ไม่ใช่บุคคลเดียวกัน” จึงขัดกับข้อเท็จจริง ศาลจึงรับฟังพยานหลักฐานของ กกต. และวินิจฉัยว่า คำสั่งถอนชื่อผู้สมัครเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

ผลสะเทือนทันที: บัตรล่วงหน้ากลายเป็นบัตรเสีย

ผลจากคำวินิจฉัยทำให้ผู้สมัครรายดังกล่าว “ขาดคุณสมบัติ” ทันที ส่งผลให้บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หากลงคะแนนให้ผู้สมัครรายนี้ จะถูกนับเป็น บัตรเสียทั้งหมด

คดีอาญาอาจตามมา และความรับผิดย้อนหลัง

แหล่งข่าวด้านกฎหมายระบุว่า ขั้นต่อไปอาจมีการพิจารณาดำเนินคดีตามมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 บัญญัติโทษผู้สมัครที่รู้อยู่แล้วว่าตนเองขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม แต่ยังฝืนสมัครรับเลือกตั้ง โดยมีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ของคดีเกี่ยวเนื่องจากการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา หากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีสิทธิสมัครตั้งแต่ต้น สิทธิประโยชน์ที่ได้รับระหว่างดำรงตำแหน่ง เช่น เงินเดือน เบี้ยประชุม และสวัสดิการ อาจถูกเรียกคืน รวมถึงอาจต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายการจัดเลือกตั้งซ่อมเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2568

ข่าวล่าสุด

“รมว.พัฒนา” เปิดงาน “วันมะเร็งโลก World Cancer Day 2026” สร้างความตระหนักรู้และพลังบวกให้ คนไทยห่างไกลจากโรคมะเร็ง