posttoday

ภูมิธรรม–พรหมินทร์ มั่นใจกระแสเพื่อไทย ดร.เชนแรง ชิงที่ 1 ตั้งรัฐบาล

02 กุมภาพันธ์ 2569

แกนนำเพื่อไทยประเมินโค้งสุดท้ายกระแสพรรคมาแรง เสียงตอบรับ “ดร.เชน ยศชนัน” หนุนลุ้นอันดับ 1 ชู 3 นโยบายเรือธง ดันเงินนอกระบบเข้าระบบ เพิ่มรายได้รัฐ ใช้ Big Data แก้จนตรงจุด

KEY

POINTS

  • แกนนำพรรคเพื่อไทยแสดงความมั่นใจว่าพรรคจะสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยมีปัจจัยสำคัญจากกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ "อาจารย์เชน"
  • "อาจารย์เชน" ได้รับการยอมรับจากประชาชนด้วยบุคลิกภาพ แนวคิดที่ยึดหลักวิทยาศาสตร์ และการสื่อสารที่เข้าถึงง่าย ทำให้ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่แตกต่างจากรูปแบบเดิม
  • พรรคเพื่อไทยนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้าย เช่น "รวยทุกวันเงินล้าน" เพื่อจูงใจให้ประชาชนขอใบเสร็จ ซึ่งจะช่วยดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบและเพิ่มรายได้ให้รัฐโดยไม่ต้องขึ้นภาษี

เมื่อวันที่ 2ก.พ.2569 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และนายภูมิธรรม เวชชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสื่อในเครือเนชั่นในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 แสดงความเชื่อมั่นว่า พรรคได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 เพื่อชิงธงนำจัดตั้งรัฐบาล

นายภูมิธรรม ระบุว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการลงพื้นที่หาเสียงของศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ “อาจารย์เชน” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งมีจุดเด่นด้านบุคลิกภาพ แนวคิดที่ยึดหลักวิทยาศาสตร์ และการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน ส่งผลให้กระแสความนิยมขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายพื้นที่

"อาจารย์เชนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่มีศักยภาพทัดเทียมกัน โดยแต่ละคนมีจุดแข็งและองค์ประกอบเฉพาะตัวขณะที่บทบาทหลักของแคนดิเดต คือการบริหารจัดการภาพรวมประเทศ และดึงทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน"นายภูมิธรรม กล่าว 

นายภูมิธรรมระบุด้วยว่า อาจารย์เชนมีบุคลิกและแนวคิดที่ “ไร้กรอบเดิม” ในความหมายของความแตกต่างและปลอดจากรูปแบบการเมืองแบบเก่า เปิดมุมมองใหม่ต่อการบริหารประเทศ ไม่ยึดติดเพียงเกมอำนาจทางการเมือง
เขาเน้นบทบาทของวิทยาศาสตร์และองค์ความรู้เป็นฐานในการพัฒนา พร้อมนำเสนอแนวคิดที่ตนเองมีส่วนร่วมคิดและผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม

ในสายตาผู้สนับสนุน อาจารย์เชนถูกมองว่าเป็น “มนุษย์” ที่คิดและสื่อสารในสิ่งที่ตนเองเป็น ทำให้เข้าถึงผู้คนได้ง่าย และได้รับความรักจากประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่ “ไม่ใช่นักการเมืองแบบเดิม” แต่ใช้เหตุผลเชิงวิชาการมาขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบประเทศ

แกนนำพรรคระบุว่า กระแสความนิยมของอาจารย์เชนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงกลาง หลังการเปิดตัวราวหนึ่งสัปดาห์ ตารางหาเสียงมีความเข้มข้นสูง เดินทางวันละหลายจังหวัด (บางวันถึง 4–5 จังหวัด) ตั้งแต่เช้าตรู่ ส่งผลให้ต้องยกเลิกบางเวทีดีเบต เนื่องจากไม่สามารถจัดสรรเวลาได้

ขณะเดียวกัน การลงพื้นที่ในหลายจังหวัดได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น มีประชาชนมารอรับตั้งแต่เช้า พร้อมนำของฝากพื้นบ้าน เช่น ทุเรียน แหนม และปลาแห้ง มามอบให้

"ผู้เข้าร่วมฟังการปราศรัยส่วนใหญ่ตั้งใจรับฟังจนจบ และมีส่วนร่วมทางอารมณ์สูง ไม่ใช่เพียงเดินผ่านหรือพูดคุยกันเอง ส่งผลให้ทีมงานต้องปรับแผนการหาเสียง โดย “ตัดการเดินกลาง” ในบางจุด เพราะจำนวนผู้เข้ามาทักทายมีมาก ใช้เวลานาน และเสี่ยงไปไม่ทันเวทีถัดไป"
 

 

ด้าน นพ.พรหมินทร์  เชื่อว่า หากได้รับโอกาส อาจารย์เชนจะสามารถเป็นศูนย์กลางในการระดมพลังของประชาชนมาร่วมกันสร้างความหวังให้ประเทศได้พร้อมถูกมองว่าเป็นบุคคลสำคัญที่จะนำวิทยาศาสตร์และองค์ความรู้จากหลากหลายสาขามาใช้พลิกโฉมประเทศไทย ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังถูก “ดิสรัปต์” อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันในช่วงโค้งสุดท้ายของการปราศรัยหาเสียง พรรคเพื่อไทยนำเสนอ 3 นโยบายหลัก เพื่อให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนลงคะแนน ได้แก่

  • รวยทุกวันเงินล้าน จับรางวัลวันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท
  • คนละครึ่ง ProMax 70:30 รัฐช่วยจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30%
  • เติมเงินแก้จน 3,000 บาท ควบคู่โครงการ คนไทยไร้จน ใช้งบฯราว 20,000 ล้านบาทต่อปี

นพ.พรหมินทร์ ระบุว่า แพ็กเกจนโยบายดังกล่าวไม่ใช่เพียงการ “แจกเงิน” แต่เป็นแผนเชิงระบบเพื่อ ดึงเศรษฐกิจนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบ ผ่านการส่งเสริมการขอใบเสร็จและการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ซึ่งถือเป็น “จิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย” ของภาพรวมเศรษฐกิจพรรค

ไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจนอกระบบราว 9 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 50% ของ GDP ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก งบประมาณแผ่นดินปีละราว 3.74–3.78 ล้านล้านบาท กว่า 80% เป็นค่าใช้จ่ายประจำ เหลืองบลงทุนเพียง 20% (ราว 8 แสนล้านบาท) ไม่พอต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ดังนั้น เป้าหมายคือดึงรายได้จากนอกระบบกลับเข้าระบบ โดยไม่เพิ่มภาระภาษีหรือขึ้น VAT ผ่านการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนขอใบเสร็จจากการจับจ่ายใช้สอย แล้วนำใบเสร็จมาลุ้นรางวัลรายวัน (ใบเสร็จ 1 ใบ มีสิทธิ์ลุ้นได้สูงสุด 5 รางวัลต่อวัน)

นอกจากนี้ ยังเพิ่มสิทธิ์พิเศษแก่กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่

  • ประชาชนทั่วไป
  • ผู้ลงทะเบียนในระบบภาษี/ผู้มีรายได้ในระบบ
  • ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป)
  • เกษตรกรในระบบ ธ.ก.ส. และกระทรวงเกษตรฯ
  • กลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ เช่น อสม., อาสาสมัครตามกฎหมาย, ทหารผ่านศึก และอาสากู้ภัย

ผู้ที่อยู่ได้หลายกลุ่มสามารถ ได้สิทธิ์ทับซ้อน เพิ่มโอกาสลุ้นรางวัล เพื่อเร่งการออกใบเสร็จให้ครอบคลุมวงกว้าง

พรรคประเมินว่า หากดึงเงินนอกระบบกลับเข้าระบบได้เพียงส่วนหนึ่งของประเทศที่ทำสำเร็จมาก่อนหน้า อาจทำให้รายได้ VAT เพิ่มขึ้นราว 10% หรือประมาณ 90,000–100,000 ล้านบาทต่อปี จากฐาน VAT ราว 9 แสนล้านบาท ช่วยเพิ่มงบลงทุนของประเทศได้ราว 12.5%

ควบคู่กัน การออกใบเสร็จจำนวนมากจะสร้าง Big Data เชิงไดนามิก ทำให้รัฐเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายและภาวะเศรษฐกิจของประชาชนแบบใกล้เวลาจริง สามารถติดตามกลุ่มเปราะบาง ผู้ตกงาน หรือผู้ประสบปัญหาทางการเงิน และออกมาตรการช่วยเหลือได้ ตรงจุดและทันท่วงที

"นโยบายนี้ไม่ได้มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่เน้นสร้างรายได้รัฐและระบบข้อมูลระยะยาว ข้อมูลเดิมเป็นการประเมินแบบคงที่ ขณะที่ระบบใหม่จะเป็นข้อมูลที่อัปเดตตลอดเวลา (Dynamic Data) ผู้ประกอบการรายย่อยที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์จด VAT (1.8 ล้านบาท/ปี) ไม่ถูกเพิ่มภาระภาษี และยังเข้าร่วมระบบใบเสร็จได้ ลักษณะใกล้เคียงโมเดล “คนละครึ่ง” ที่เคยดำเนินการ"

 

ข่าวล่าสุด

Silver เดือดจัด! TFEX ขยายกรอบราคา หลังตลาดไหลไม่หยุด