posttoday

เพื่อไทย แนะ "ศุภจี" หยุดเคลมผลงาน เจรจา FTA-EFTA จบตั้งแต่ ม.ค.68 แล้ว

24 มกราคม 2569

“เพื่อไทย” แจงเจรจา FTA - EFTA จบและลงนามแล้วตั้งแต่ 23 มกราคม 2568 แนะ ”ศุภจี“ หยุดเคลมผลงานของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

นายวรวงศ์ รามางกูร อดีตผู้ช่วย รมต.พาณิชย์ กล่าวว่า ตามที่มีข่าว รมว.พาณิชย์ เปิดการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประเทศ EFTA ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ลิคเตนสไตน์ และ ไอซ์แลนด์ นั้น 

 

ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย และ กลุ่ม EFTA ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567  มีพิธีลงนาม ณ House of Switzerland กรุงดาวอส สมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ในการประชุม World Economic Forum (WEF) ปีที่แล้ว

 

ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย (นายพิชัย นริพทะพันธุ์) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์ (นายกี ปาร์เมอแล็ง) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมนอร์เวย์ (ซิซีลี เมียร์เซ็ท) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลิกเตนสไตน์ (โดมินิค แฮชเลอร์) และปลัดกระทรวงการต่างประเทศไอซ์แลนด์ (มาร์ติน เอยอบสัน) โดยมีนายกรัฐมนตรีของไทย (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) และเลขาธิการเอฟตา (เคิร์ท เจเกอร์) ร่วมเป็นสักขีพยาน

 

ซึ่งตนเองอยู่ในเหตุการณ์ นับเป็น FTA ของไทยฉบับแรกกับชาติในทวีปยุโรป ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอนำเรื่องเข้าที่ประชุมรัฐสภาเพื่อรับรองซึ่งเป็นขั้นตอนปกติ

เพื่อไทย แนะ "ศุภจี" หยุดเคลมผลงาน เจรจา FTA-EFTA จบตั้งแต่ ม.ค.68 แล้ว

สัญญา FTA ระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประเทศ EFTA เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ผลจากการเซ็นสัญญาบรรลุข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรีทำให้การส่งออกของไทยไปยังกลุ่มประเทศ EFTA ขยายตัวได้ถึง 78.66% ในปี 2568 

 

นอกจากนี้ผลของการเจรจา FTA กับ กลุ่ม EFTA สำเร็จ ทำให้การส่งออกของไทยในปี 68 ขยายได้ถึง 12.93% และส่งผลให้การเจรจา FTA ระหว่าง ไทย-ภูฎาน สำเร็จลุล่วงตามมาในเดือนเมษายน 2568 มีพิธีลงนามในการประชุม BIMSTEC ทำให้ประเทศไทยมี FTA เพิ่มขึ้นเป็น 24 ประเทศ

 

นโยบายพรรคเพื่อไทยต้องเร่งการเจรจา FTA เพื่อให้ประเทศไทยมีข้อตกลง FTA กับประเทศคู่ค้าให้มากที่สุดเป็นการดึงดูดการค้าการลงทุนในไทยให้เครื่องจักรเศรษฐกิจเดินหน้าอีกครั้ง ปัจจุบันประเทศเวียดนามมี FTA มากกว่า 60 ประเทศ ทำให้การค้าการลงทุนในเวียดนามเติบโตอย่างชัดเจนจนคาดการณ์กันว่าจีดีพีของเวียดนามอาจไทยในไม่ช้า 

เพื่อไทย แนะ "ศุภจี" หยุดเคลมผลงาน เจรจา FTA-EFTA จบตั้งแต่ ม.ค.68 แล้ว

ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเจรจา FTA กับกลุ่ม EU ที่มีสมาชิกจำนวน 27 ประเทศให้จบโดยเร็ว ในอดีตนายนายมารอส เซฟโควิช กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและความโปร่งใส หัวหน้าคณะเจรจาฝ่าย EU ได้ให้คำมั่นกับ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ขณะนั้น ว่าจะเร่งการเจรจาให้บรรลุข้อตกลงภายในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมาแต่ปัจจุบันก็ยังไม่แล้วเสร็จ 

 

ดังนั้นจึงอยากขอ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โปรดอย่าบิดเบือนข่าวเสมือนว่ากำลังเจรจา FTA กับกลุ่ม EFTA ทั้งที่การเจรจาเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ก่อนคุณศุภจีเข้ารับตำแหน่ง และขอให้สานต่อการเจรจา FTA กับกลุ่ม EU ให้สำเร็จโดยเร็วเพื่อแสดงความสามารถในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาฝ่ายไทย

 

นอกจากนั้นขอคุณศุภจีโปรดหยุดเคลมผลงานของพรรคเพื่อไทยเป็นของตนเอง ส่วนตัวขอแนะนำให้เอาเวลาไปคิดริเริ่มงานของคุณศุภจีเองบ้าง กระทรวงพาณิชย์มีเรื่องที่ต้องทำมากมาย มีปัญหารอการแก้ไขเยอะแยะเต็มไปหมด เศรษฐกิจไทยจะได้โตมากกว่าร้อยละ 3 ต่อปี เหมือนสมัยรัฐบาล น.ส. แพทองธาร ชินวัตร ผมเชื่อว่าหากเป็นผลงานที่ตนเองริเริ่มย่อมเป็นที่น่าภูมิใจกว่าการแอบอ้างผลงานของพรรคเพื่อไทย

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่คุณศุภจีเข้ารับตำแหน่ง ผลงานที่แถลงข่าวล้วนเป็นผลงานของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้น เช่น การทลายทุนผูกขาด ลดสต๊อกข้าวเหลือ 100 ตัน เพื่อให้เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกรายย่อยสามารถส่งออกได้ง่ายขึ้น  การส่งออกมันสำปะหลังไปประเทศซาอุดิอาระเบีย ปิดดีลเริ่มซื้อขายกันตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 แล้ว โครงการความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ไทย-สิงคโปร์ และ การเจรจา FTA กับ EFTA เป็นต้น 

 

ผลงานต่างๆ ของพรรคเพื่อไทยสามารถตรวจสอบได้ทุกผลงาน ปัจจุบันมีดิจิตอลฟุตปริ้นท์บันทึกไว้ในอินเตอร์เน็ต สามารถสืบข้อมูลย้อนหลังได้ทั้งหมด เพื่อจะได้ไม่นำผลงานเดิมของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาเคลมเป็นผลงานของตนเองอีก  ที่ผ่านมาประชาชนตั้งข้อสงสัยเป็นจำนวนมากจนคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา ถามคุณศุภจีในรายการคุยนอกจอ ว่า "สิ่งเหล่านี้ที่ (คุณศุภจี) พูดมาเนี่ยรัฐบาล (พรรคเพื่อไทย) พูดมานานแล้ว"

 

นอกจากนี้ราคาข้าวในปัจจุบันก็ยังต่ำกว่าราคาข้าวในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย โดยราคาข้าวเปลือกเจ้า (ข้าวขาว) นาปี 2567 อยู่ที่ 10,000 -12,000 บาท/ตัน และ ราคาข้าวเปลือกเจ้า นาปรังอยู่ที่ 8,800-9,000 บาท/ตัน ในขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้า นาปี สมัย รมว. ศุภจี ราคาตกต่ำเหลือเพียง 5,400 บาท/ตัน ก่อนปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 6,500-8,000 บาท/ตัน ซึ่งก็ยังต่ำกว่าราคาสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาก

 

ส่วนราคาข้าวเปลือกหอมมะลินั้นราคาอยู่ที่ 15,000-16,500 บาท/ตัน นั้น ราคาดีตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยแล้ว ไม่เคยราคาตก จึงอยากให้ชี้แจงข้อเท็จจริงกับประชาชนด้วย 

 

ข่าวล่าสุด

เพื่อไทย แนะ "ศุภจี" หยุดเคลมผลงาน เจรจา FTA-EFTA จบตั้งแต่ ม.ค.68 แล้ว