เลือกตั้ง69 : กกต.คุมสนามสีแดง งัดหน่วยเคลื่อนที่เร็วสกัดซื้อเสียง
ลือกตั้ง 2569 เข้าสู่บททดสอบกลไกรัฐ กกต.แบ่งโซนสีแดง–เหลือง–ขาว ส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วคุมพื้นที่เสี่ยง คุมเทคโนโลยีซื้อเสียง เตือนโทษอาญาหนัก เปิดช่องแจ้งเบาะแสล้มขบวนการเงินเลือกตั้ง
KEY
POINTS
- กกต. จัดตั้ง "หน่วยเคลื่อนที่เร็ว" เพื่อทำงานเชิงรุกใน "พื้นที่สีแดง" ซึ่งเป็นเขตที่มีการแข่งขันสูงและมีความเสี่ยงในการซื้อสิทธิขายเสียง
- ภารกิจหลักของหน่วยเคลื่อนที่เร็วคือการป้องปรามและสกัดกั้นการซื้อเสียงก่อนเกิดเหตุ โดยประสานงานกับตำรวจและฝ่ายปกครอง
- กกต. ใช้มาตรการทางกฎหมายควบคู่กัน โดยเตือนโทษที่รุนแรง และเปิดโอกาสให้ผู้รับเงินแจ้งเบาะแสเพื่อไม่ต้องรับโทษและมีสิทธิ์รับรางวัลนำจับ
กกต. กับสนามสีแดง
หน่วยเคลื่อนที่เร็วจะสกัดเงินเลือกตั้งได้จริงหรือไม่
การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ได้วัดกันเฉพาะนโยบายหรือกระแสความนิยม หากแต่เป็นบททดสอบสำคัญของ กลไกกำกับการเลือกตั้ง ว่าจะสามารถทำให้ “เงินไม่มีนัยสำคัญต่อผลการเลือกตั้ง” ได้จริงเพียงใด ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นและรูปแบบการทุจริตที่พัฒนาไปพร้อมเทคโนโลยี
ภารกิจนี้ตกอยู่กับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งต้องรับมือกับสนามเลือกตั้งที่ถูกจัดระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน โดยเฉพาะ “พื้นที่สีแดง” ที่มีการแข่งขันรุนแรงและมีโอกาสเกิดการซื้อสิทธิขายเสียงสูง
แบ่งโซนเลือกตั้ง : สีแดง–เหลือง–ขาว
เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ กกต.แบ่งพื้นที่เลือกตั้งตามระดับความเสี่ยง ได้แก่
- พื้นที่สีแดง : เขตที่การแข่งขันสูสี ดุเดือด มีประวัติร้องเรียน หรือมีเงื่อนไขเอื้อต่อการทุจริต
- พื้นที่สีเหลือง : เขตแข่งขันปานกลาง ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
- พื้นที่สีขาว : เขตแข่งขันไม่รุนแรง ความเสี่ยงต่ำ
การจัดโซนไม่ได้ยึดโยงกับภูมิภาคใดเป็นพิเศษ แต่กระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีการปรับระดับอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลข่าวกรองและสถานการณ์จริง
“พื้นที่แข่งขันรุนแรง” วัดจากอะไร
ในมุมของ กกต. คำว่า “แข่งขันรุนแรง” ไม่ได้หมายถึงความรุนแรงทางกายภาพ แต่หมายถึง ความเข้มข้นของการช่วงชิงชัยชนะ ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้วิธีการผิดกฎหมาย
เกณฑ์สำคัญ ได้แก่
- คะแนนนิยมสูสี ผู้สมัครหลายรายใกล้เคียงกัน
- การเคลื่อนไหวของเครือข่ายหัวคะแนน
- ประวัติการร้องเรียนหรือคดีเลือกตั้งในอดีต
- สัญญาณการใช้เงินผิดปกติในช่วงหาเสียง
เมื่อเข้าเกณฑ์ดังกล่าว พื้นที่จะถูกยกระดับการเฝ้าระวังทันที
หน่วยเคลื่อนที่เร็ว : กลไกเชิงรุกของ กกต.
หัวใจของการทำงานในสนามสีแดง คือ “หน่วยเคลื่อนที่เร็ว” ซึ่งลงพื้นที่เชิงรุกก่อนและระหว่างการเลือกตั้ง ไม่ใช่รอรับเรื่องร้องเรียนหลังเกิดเหตุ
ภารกิจหลัก ได้แก่
- ตรวจสอบข่าวและเบาะแสการทุจริต
- ประสานงานกับตำรวจและฝ่ายปกครอง
- สังเกตการณ์การหาเสียงและพฤติกรรมผิดปกติ
- สร้างแรงกดดันเชิงป้องปราม ไม่ให้เงินมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
แนวคิดสำคัญคือ “ป้องกันก่อนเกิดเหตุ” เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่าการดำเนินคดีหลังเลือกตั้งมักติดปัญหาพยานไม่กล้าให้ข้อมูล
เทคโนโลยีกับการซื้อเสียงยุคใหม่
ความท้าทายสำคัญของการเลือกตั้งยุคปัจจุบัน คือการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือซื้อเสียง เช่น
- การขอให้ผู้รับเงินถ่ายภาพในคูหาเป็นหลักฐาน
- การโอนเงินผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
- การใช้เครือข่ายออนไลน์จัดการหัวคะแนนโดยไม่พบตัว
แม้ กกต.จะออกมาตรการคุมเข้ม เช่น การห้ามนำโทรศัพท์หรืออุปกรณ์บันทึกภาพเข้าคูหา แต่การบังคับใช้ยังต้องพึ่งพาความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยและประชาชนในพื้นที่
กกต.ออกประกาศเตือน : ซื้อ–ขายเสียงผิดกฎหมาย โทษหนัก
ท่ามกลางกระแสข่าวการซื้อเสียง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออก ประกาศเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และพรรคการเมือง ให้หลีกเลี่ยงการกระทำที่เข้าข่ายซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายเลือกตั้ง
- กรณีผู้ซื้อเสียง
- ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 73
- กรณีผู้ขายเสียง
- ตามมาตรา 101
ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 1–5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000–100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลมีอำนาจ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี
ช่องทางรอดของผู้รับเงิน : แจ้งก่อน ไม่ต้องรับโทษ
อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องให้ผู้ที่ รับหรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด หากแจ้งต่อ กกต. หรือผู้ที่ กกต.มอบหมาย ก่อนถูกจับกุม จะ
- ไม่ต้องรับโทษ
- ไม่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
ตามมาตรา 164 ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่รัฐใช้ดึงประชาชนเข้ามาเป็น “ผู้ร่วมปราบโกง” มากกว่าผู้ต้องหา
แจ้งเบาะแส–รางวัลนำจับ 1 ล้านบาท
กกต.ยังเชิญชวนประชาชนที่พบเห็นการซื้อสิทธิขายเสียง สามารถแจ้งข้อมูลพร้อมหลักฐาน เช่น ภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ ได้ผ่าน
- สายด่วน กกต. 1444
- แอปพลิเคชัน “ตาสับปะรด”
- สำนักงาน กกต.จังหวัดทุกจังหวัด
- หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่
ข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกเก็บเป็นความลับ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย โดยหากเรื่องนำไปสู่การจับกุมและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้แจ้งจะได้รับ รางวัลนำจับสูงสุด 1 ล้านบาท
ข้อจำกัดของกฎหมายและพยานหลักฐาน
แม้มีกลไกทางกฎหมายครบถ้วน แต่อุปสรรคสำคัญยังคงอยู่ที่ ภาระการพิสูจน์ ซึ่งต้องอาศัยพยานหลักฐานชัดเจน ทั้งพยานบุคคล เส้นทางการเงิน และความเชื่อมโยงถึงผู้สมัครหรือพรรคการเมือง
ในทางปฏิบัติ
- พยานจำนวนมากไม่กล้าให้ข้อมูล
- การกระทำมักเป็นความลับ ตรวจจับยาก
- การเชื่อมโยงเงินถึงตัวผู้สมัครมีความซับซ้อน
จึงทำให้การทำงานเชิงรุกและการข่าว มีความสำคัญยิ่งกว่าการรอคดีหลังเลือกตั้ง
เป้าหมายสูงสุด : ทำให้ “เงินไม่มีนัยสำคัญ”
แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ย้ำว่า หน้าที่ของ กกต. ไม่ใช่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่คือการทำให้ ผลการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ โดยประชาชนตัดสินใจจากนโยบายและคุณภาพผู้สมัคร ไม่ใช่อำนาจเงิน
บทสรุป : กลไกรัฐพอหรือยัง
คำถามของสนามสีแดงจึงไม่ใช่แค่ว่า กกต.มีเครื่องมือหรือไม่ หากแต่คือ
- เครื่องมือเหล่านั้น เร็วพอ เข้มพอ และครอบคลุมพอหรือไม่
- และประชาชนพร้อมร่วมมือมากเพียงใดในการตัดอิทธิพลเงินออกจากการเมือง
เพราะท้ายที่สุด ต่อให้กลไกรัฐเข้มแข็งเพียงใด หากสังคมยังยอมรับอำนาจเงิน ผลการเลือกตั้งก็ยากจะหลุดพ้นจากข้อครหาเดิม


