เลือกตั้ง69: พรรคการเมืองเอาอย่างไร ศึกกระแสปะทะกระสุน
เลือกตั้ง69 บททดสอบการเมืองไทย เดินด้วยพลังความนิยมของประชาชน หรือยังถูกอำนาจเงินกำหนดทิศทาง เมื่อบางพรรคเดิมพันด้วยกระแส ขณะที่บางพรรคถูกตั้งคำถามเรื่องกระสุน
KEY
POINTS
- การเลือกตั้งปี 2569 เป็นการต่อสู้เชิงโครงสร้างระหว่างพรรคการเมืองที่ใช้ “กระแส” หรือพลังความนิยม กับพรรคที่พึ่งพา “กระสุน” หรืออำนาจเงิน
- พรรคการเมืองต่างๆ มีแนวทางที่แตกต่างกัน เช่น ประชาธิปัตย์เดิมพันด้วยกระแสและความสุจริต ภูมิใจไทยเชื่อมั่นในวิจารณญาณของประชาชน ขณะที่กล้าธรรมเน้นยุทธศาสตร์เฉพาะพื้นที่
- ผลลัพธ์สุดท้ายไม่ได้ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์พรรคเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับบทบาทของ กกต. ในการควบคุมอำนาจเงิน และการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
พรรคการเมืองเอาอย่างไร
“กระแส” ปะทะ “กระสุน” ศึกเลือกตั้ง 2569
การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อชิงจำนวนที่นั่งในสภา หากแต่เป็นสนามทดสอบเชิงโครงสร้างว่า การเมืองไทยจะขับเคลื่อนด้วย “พลังความนิยม” หรือ “อำนาจเงิน” กันแน่ ในหลายเขตเลือกตั้ง ภาพการหาเสียงสะท้อนความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างพรรคที่เดิมพันด้วย “กระแส” กับพรรคที่ถูกตั้งคำถามว่าพึ่งพา “กระสุน” เป็นตัวเร่งชัยชนะ
“กระแส” กับ “กระสุน” : สมการการเมืองที่ไม่สมดุล
ในเชิงทฤษฎีการเมือง “กระแส” หมายถึงความนิยม นโยบาย ภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นของประชาชน ขณะที่ “กระสุน” คืออำนาจเงิน เครือข่ายอุปถัมภ์ และต้นทุนการเมืองที่ใช้เร่งผลลัพธ์ในช่วงโค้งสุดท้าย
ปัญหาคือ ในสนามจริง สองปัจจัยนี้ไม่ได้แข่งขันกันอย่างเท่าเทียม เขตที่การแข่งขันสูสี มักเปิดช่องให้อำนาจเงินเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่และเขตบ้านใหญ่ที่มีเครือข่ายหัวคะแนนเข้มแข็ง
พรรคประชาธิปัตย์ : เดิมพัน “กระแส” และการเมืองสุจริต
ฝั่งที่ประกาศชัดว่าเลือกเดินบนเส้นทาง “กระแส” คือ พรรคประชาธิปัตย์ โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สะท้อนจุดยืนว่าการเมืองที่พึ่งพาเงินซื้อเสียง คือบ่อเกิดคอร์รัปชันเชิงระบบ
แนวทางของประชาธิปัตย์จึงมุ่ง
- ใช้ภาพลักษณ์ความสุจริต
- เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และผู้สมัครหน้าใหม่
- แข่งขันด้วยนโยบายและความน่าเชื่อถือระยะยาว
อย่างไรก็ตาม พรรคยอมรับตรงไปตรงมาว่า “กระแส” อาจสู้ “กระสุน” ได้ยาก หากกลไกกำกับดูแลไม่เข้มงวด โดยเฉพาะการควบคุมการนำโทรศัพท์เข้าคูหา และการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานกำกับเลือกตั้ง
พรรคภูมิใจไทย : เชื่อใน “ความฉลาดของประชาชน”
อีกแนวคิดหนึ่งคือการลดทอนความสำคัญของอำนาจเงิน โดย อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าพรรคไม่พึ่งพาการซื้อเสียง และเชื่อว่า “ประชาชนรู้เท่าทันการเมืองแบบเก่า”
ภูมิใจไทยชูจุดแข็งด้าน
- วัฒนธรรมพรรค
- การทำงานเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
- ความเป็น “ออแกนิก” ของฐานเสียง
ท่าทีนี้สะท้อนความเชื่อว่า หากประชาชนมีข้อมูลเพียงพอ อำนาจเงินจะกลายเป็นภาระมากกว่าความได้เปรียบ และพรรคที่ยังใช้กระสุนจะถูกจับตาอย่างเข้มข้น
พรรคกล้าธรรม : “ยุทธศาสตร์” มากกว่ากระแสหรือกระสุน
ในอีกฟากหนึ่ง พรรคกล้าธรรมเลือกวางตัวแตกต่าง โดย ธรรมนัส พรหมเผ่า ระบุว่าพรรคไม่ยึดติดกับสมการกระแส–กระสุน หากแต่มุ่ง “ยุทธศาสตร์” และ “ไม้เด็ด” ในช่วง 10 วันสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง
แนวคิดนี้สะท้อนสไตล์การเมืองแบบนักเลือกตั้งอาชีพ ที่
- ลงพื้นที่เข้ม
- อ่านเกมคู่แข่งเป็นรายเขต
- ใช้จังหวะและการจัดวางกำลังเป็นตัวตัดสิน
ขณะเดียวกัน พรรคกล้าธรรมตั้งข้อสงสัยต่อกระแสข่าวการซื้อเสียงราคาสูงผิดปกติ โดยเตือนว่าหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นผลร้ายต่อประเทศในระยะยาว
เมื่อกลยุทธ์ต่างกัน ผลลัพธ์ย่อมต่าง
การเลือกตั้ง 2569 จึงเป็นภาพสะท้อนว่า พรรคการเมืองไทยยังไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้ทุกพื้นที่
เขตที่ประชาชนตื่นตัวสูง “กระแส” อาจนำ
เขตที่เครือข่ายอุปถัมภ์เข้มแข็ง “กระสุน” ยังได้เปรียบ
เขตแข่งขันสูสี “ยุทธศาสตร์เฉพาะพื้นที่” กลายเป็นตัวแปรชี้ขาด
ปัญหาเชิงโครงสร้างคือ หากกติกาไม่ทำให้การแข่งขันเป็นธรรม อำนาจเงินจะยังคงแทรกซึม และทำให้การเมืองสุจริตเสียเปรียบเชิงระบบ
บทบาท กกต. กับสมรภูมิจริง
ในบริบทนี้ บทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงไม่ใช่เพียงผู้จัดการเลือกตั้ง แต่คือ ผู้รักษาสมดุลระหว่างกระแสกับกระสุน การทำให้ “เงินไม่มีนัยสำคัญต่อผลการเลือกตั้ง” จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากปล่อยให้อำนาจเงินไหลเข้าอย่างเสรี ผลลัพธ์ย่อมบิดเบือนตั้งแต่ต้นทาง
คำถามปลายทางของศึก 2569
ศึกเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ได้ตัดสินแค่ “ใครได้เป็นรัฐบาล” แต่ตัดสินว่า
- พรรคการเมืองจะยึดพลังประชาชน หรือยอมจำนนต่ออำนาจเงิน
- ระบบเลือกตั้งจะเอื้อการเมืองสุจริตได้จริงหรือไม่
- และประชาธิปไตยไทยจะเดินหน้าหรือถอยหลัง
คำตอบสุดท้ายอาจไม่ได้อยู่ที่กลยุทธ์ของพรรคเพียงฝ่ายเดียว หากแต่อยู่ที่ การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ว่าจะให้ “กระแส” หรือ “กระสุน” เป็นผู้กำหนดอนาคตประเทศ


