posttoday

เลือกตั้ง69 : ชลบุรีสมรภูมิใหม่ อำนาจเก่ารวมตัว ปะทะการเมืองอุดมการณ์

23 มกราคม 2569

เลือกตั้ง 2569 ชลบุรีไม่ใช่แค่สนามท้องถิ่น แต่คือบททดสอบการเมืองไทย ระหว่างเครือข่ายอุปถัมภ์ที่ผนึกกำลัง กับกระแสอุดมการณ์ที่ชนชั้นกลางเมืองจับตา

KEY

POINTS

  • ชลบุรีกำลังกลายเป็นสมรภูมิเลือกตั้งปี 69 ที่สำคัญ เป็นการปะทะกันระหว่างการเมืองเชิงอุดมการณ์ กับกลุ่มอำนาจเก่า (บ้านใหญ่) ที่ต้องรวมตัวกันหลังพ่ายแพ้ในปี 66
  • ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะชนชั้นกลางในเมืองและแรงงานใน EEC เริ่มให้ความสำคัญกับนโยบายที่แก้ปัญหาในพื้นที่และความน่าเชื่อถือ มากกว่าระบบอุปถัมภ์แบบเดิม
  • การแข่งขันได้เปลี่ยนจากการเมืองเชิงทรัพยากรไปสู่การต่อสู้ด้านนโยบายที่จับต้องได้ โดยมีประเด็น EEC เป็นโจทย์สำคัญ และความซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญาเป็นปัจจัยชี้ขาด

ชลบุรี : สมรภูมิใหม่ของการเมืองไทย

เมื่ออำนาจเก่าต้องรวมตัว กระแสอุดมการณ์ท้าชนเครือข่ายทรัพยากร

ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่การเลือกตั้งปี 2569 จังหวัดชลบุรีไม่ใช่เพียง “พื้นที่ยุทธศาสตร์” ทางภูมิศาสตร์ หากแต่กำลังกลายเป็น สนามทดสอบการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมือง ระหว่างการเมืองแบบเครือข่ายอุปถัมภ์ กับการเมืองเชิงอุดมการณ์อย่างเต็มรูปแบบ

ผลการเลือกตั้งปี 2566 ที่ พรรคก้าวไกล (ในขณะนั้น) คว้าชัยชนะถึง 7 จาก 10 เขต สะท้อนการสั่นคลอนของโครงสร้างอำนาจดั้งเดิมในพื้นที่อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ชลบุรีจึงถูกยกระดับจาก “ฐานอำนาจท้องถิ่น” สู่ สมรภูมิทางสัญลักษณ์ของการเมืองยุคใหม่ ที่ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากเวทีระดับชาติ สู่การเมืองระดับภูมิภาค

การจัดเวทีดีเบต Nation Election 2569 ที่ พัทยา ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมหาเสียง แต่เป็นสัญญาณของการยกระดับการแข่งขันจากวาทกรรมระดับชาติ สู่การเมืองเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง

เวทีดังกล่าวบังคับให้พรรคการเมืองต้องตอบคำถามที่ลึกกว่าเดิม—ตั้งแต่ผลกระทบของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ปัญหาเมืองท่องเที่ยว ไปจนถึงคุณภาพชีวิตแรงงานในภาคอุตสาหกรรม การเมืองแบบ “อาศัยบารมี” จึงเริ่มเสียเปรียบต่อการเมืองแบบ “อาศัยข้อมูลและนโยบาย”

นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก โดยเฉพาะชนชั้นกลางในเมือง เริ่มเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับ” มาเป็น “ผู้ตั้งคำถาม”

พรรคประชาชน : พรรคอุดมการณ์ในสนามจริง

การปรากฏตัวของ พรรคประชาชน คือความพยายามสร้างพรรคการเมืองที่ทำงานบนฐาน สถาบันอุดมการณ์ มากกว่าการพึ่งพาเครือข่ายอุปถัมภ์

จุดแตกต่างสำคัญคือ การไม่มี “บ้านใหญ่” หรือ “มุ้งการเมือง” ทำให้ สส. ของพรรคไม่ต้องแบกรับภาระการจัดสรรผลประโยชน์ตอบแทนกลุ่มทุนในพื้นที่ ส่งผลให้การทำงานตรวจสอบรัฐและการยืนหยัดเชิงหลักการมีความเป็นอิสระ

ขณะเดียวกัน พรรคยังเลือกใช้โมเดล ความรับผิดชอบเชิงรุก ตั้งมาตรฐานจริยธรรมสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อรักษาความไว้วางใจของฐานเสียงชนชั้นกลาง แม้ต้องแลกกับต้นทุนทางการเมืองในระยะสั้น

ในเชิงยุทธศาสตร์ แนวทางนี้ทำให้พรรคประชาชนได้เปรียบในเขตเมือง เขตอุตสาหกรรม และพื้นที่ที่ระบบอุปถัมภ์เริ่มเสื่อมอิทธิพล

เมื่ออำนาจเก่าต้อง “รวมบ้าน”

ความพ่ายแพ้ในปี 2566 ทำให้กลุ่มอำนาจดั้งเดิมในชลบุรีตกอยู่ในสภาวะ “หลังพิงฝา” นำไปสู่การลดความขัดแย้งระหว่าง บ้านใหญ่ และ บ้านใหม่ เพื่อรวมทรัพยากรและฐานคะแนนเสียง

ในเชิงตัวเลข การรวมตัวนี้อาจเพียงพอจะเอาชนะพรรคสีส้มได้ แต่ในเชิงสังคม การเติบโตของกลุ่มที่เรียกว่า “คนบ้านมีรั้ว” —ชนชั้นกลางเมืองและแรงงานในระบบ EEC—ทำให้กลยุทธ์แจกผลประโยชน์ระยะสั้นมีประสิทธิภาพลดลงอย่างชัดเจน

การแข่งขันจึงขยับจากการเมืองเชิงทรัพยากร ไปสู่ สงครามวาทกรรมและความน่าเชื่อถือ

สงครามความซื่อตรง
เมื่อความแตกต่างด้านนโยบายแคบลง “ความซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญา” กลายเป็นทุนทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุด ประเด็นการข้ามขั้ว การโหวตนายกรัฐมนตรี รวมถึงกรณีการโหวตสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล ถูกนำมาใช้เป็นบททดสอบความสม่ำเสมอของจุดยืน

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับ ความสอดคล้องระหว่างคำพูดกับการกระทำ มากกว่าความสามารถในการ “ดูแลเป็นรายบุคคล” แบบเดิม พรรคที่ถูกมองว่าผิดคำมั่นสัญญาจะเผชิญกำแพงความไม่ไว้วางใจที่ยากจะทำลาย

EEC : สนามนโยบายที่ตัดสินอนาคต
ภายใต้บริบทของ EEC ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคตะวันออก—มลพิษ การจราจร ความเหลื่อมล้ำ—ไม่อาจแก้ด้วยการเมืองแบบฝากฝังอีกต่อไป

ข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น การยกระดับสถานะเมืองพัทยาเป็นเขตปกครองพิเศษ การกระจายอำนาจด้านขนส่ง และการคืนรายได้จากนิคมอุตสาหกรรมสู่ท้องถิ่น คือโจทย์ที่ชี้ขาดว่า พรรคการเมืองใดเข้าใจ “โครงสร้างชีวิตจริง” ของคนภาคตะวันออกมากกว่ากัน

อย่างไรก็ตาม สส. รุ่นใหม่ยังต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า งานในสภาสามารถแปลงเป็นผลลัพธ์ในพื้นที่ได้จริง เพื่อตอบโต้ข้อครหาว่า “ไม่ลงพื้นที่” และ “ช่วยเหลือประชาชนไม่ได้ทันที”

บทสรุป : ชลบุรี 2569 ใครอยู่ ใครไป
การเลือกตั้งปี 2569 ในชลบุรีจะเป็นบททดสอบสำคัญว่า
กระแสอุดมการณ์ จะต้านทาน การควบรวมของเครือข่ายทรัพยากร ได้หรือไม่

คำตอบไม่ได้อยู่ที่การจัดตั้งรัฐบาลในกรุงเทพฯ แต่อยู่ที่การตัดสินใจของประชาชนในพื้นที่ ที่เริ่มแยกแยะได้ชัดเจนระหว่าง “การเมืองที่ให้ผลประโยชน์ระยะสั้น” กับ “การเมืองที่รักษาคำมั่นสัญญาในระยะยาว”

และในสมรภูมิแห่งนี้ ชลบุรีกำลังบอกทิศทางอนาคตการเมืองไทย มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด

แหล่งที่มา : เนชั่นอินไซต์ (คลิ๊กชม) 

ข่าวล่าสุด

CAAT เผยปี 68 อุตสาหกรรมการบินไทยแกร่ง ผู้โดยสารพุ่ง 145 ล้านคน