เลือกตั้ง69 : เงินสกปรกกับอำนาจรัฐ วัฏจักรโกงที่เริ่มจากบัตรเลือกตั้ง
การซื้อเสียงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือจุดเริ่มวัฏจักรคอร์รัปชัน เงินกลายเป็นใบเบิกทางสู่อำนาจ บิดเบือนนโยบาย งบประมาณ และกระบวนการยุติธรรมของรัฐ
KEY
POINTS
- การซื้อเสียงเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรทุจริตเชิงระบบ ที่นักการเมืองใช้เงินเป็น "การลงทุน" เพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐและถอนทุนคืนในภายหลัง
- รัฐบาลที่มาจากการซื้อเสียงไม่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างแท้จริง เพราะตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและต้องเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนและเครือข่ายอุปถัมภ์
- ผลกระทบของการซื้อเสียงสร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างต่อประเทศ ทำให้นโยบายสาธารณะบิดเบือน งบประมาณถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ
เงินสกปรก–อำนาจรัฐ
วัฏจักรคอร์รัปชันที่เริ่มจากบัตรเลือกตั้ง
การซื้อเสียงในการเลือกตั้งอาจดูเป็นเพียง “จุดเล็ก” ในกระบวนการประชาธิปไตย แต่ในสายตานักการเมือง นักวิชาการ และภาคธุรกิจ นี่คือ จุดตั้งต้นของวัฏจักรคอร์รัปชันทั้งระบบ ที่ลากยาวตั้งแต่คูหาเลือกตั้ง ไปจนถึงโต๊ะคณะรัฐมนตรี และกระบวนการยุติธรรมของประเทศ
“ซื้อเสียง = ซื้ออำนาจ” คำเตือนที่ไม่ใช่วาทกรรม
แนวคิดที่ว่า “ซื้อเสียงคือการซื้ออำนาจ” ไม่ใช่คำขวัญทางการเมือง หากแต่เป็นการอธิบายกลไกเชิงโครงสร้างของการทุจริตอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อนักการเมืองใช้เงินจำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะในการเลือกตั้ง เงินเหล่านั้นไม่ใช่ “ต้นทุนที่สูญเปล่า” แต่ถูกมองเป็น การลงทุนทางการเมือง ที่ต้องได้รับผลตอบแทนในภายหลัง ไม่ว่าจะเป็น
- การจัดสรรงบประมาณ
- การผลักดันนโยบายเอื้อกลุ่มทุน
- การแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบ
- หรือการสร้างเกราะคุ้มกันทางกฎหมายให้พวกพ้อง
นี่คือจุดเริ่มต้นของวงจรที่ทำให้การทุจริตไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล แต่กลายเป็น “ระบบ”
มุมมอง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยอธิบายภาพนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย “กระสุน” หรือเงินซื้อเสียง คืออุปสรรคสำคัญของการสร้างบ้านเมืองที่สุจริต
เขาชี้ว่า เงินที่ใช้ซื้อเสียงมักเป็น เงินที่ไม่สะอาด และเมื่อผู้ใช้เงินเหล่านี้เข้าสู่อำนาจรัฐ เป้าหมายหลักจะไม่ใช่การแก้ปัญหาประเทศ แต่คือการ
- ถอนทุนคืน
- ซื้ออำนาจต่อ
- และป้องกันตัวเองจากการถูกตรวจสอบ
ผลลัพธ์คือ รัฐบาลที่มาจากเงินซื้อเสียง ไม่สามารถจัดการคอร์รัปชันได้จริง เพราะตัวเองคือส่วนหนึ่งของปัญหา
ความเสียหายเชิงโครงสร้าง : ประเทศแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
ผลกระทบของรัฐบาลที่มาจากการซื้อเสียง ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาพลักษณ์ทางการเมือง แต่ลึกลงไปถึงโครงสร้างรัฐทั้งระบบ
1. นโยบายสาธารณะบิดเบี้ยว
นโยบายจำนวนมากถูกออกแบบเพื่อเอื้อกลุ่มทุนหรือฐานเสียง มากกว่าผลประโยชน์สาธารณะระยะยาว
2. งบประมาณกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง
งบรัฐถูกใช้เป็นรางวัลตอบแทน หรือเป็นเครื่องมือรักษาอำนาจ มากกว่าการแก้ปัญหาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
3. กระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ
เมื่อผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้าไปแทรกแซงกลไกตรวจสอบ การบังคับใช้กฎหมายจึงไม่เท่าเทียม เกิดภาพ “สองมาตรฐาน” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทำไมรัฐบาลจากเงินซื้อเสียง “แก้โกงไม่ได้จริง”
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์อธิบายตรงกันว่า รัฐบาลที่ใช้เงินเป็นใบเบิกทางเข้าสู่อำนาจ จะติดกับดักสำคัญ 3 ประการ
1.ขาดความชอบธรรมทางศีลธรรม
ไม่สามารถใช้นโยบายปราบโกงอย่างจริงจัง เพราะจะย้อนกลับมาทำลายฐานอำนาจของตัวเอง
2.พึ่งพาเครือข่ายอุปถัมภ์
ต้องรักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มทุน หัวคะแนน และผู้มีอิทธิพล ซึ่งล้วนเป็นเงื่อนไขที่ขัดกับการเมืองโปร่งใส
3.กลัวการตรวจสอบ
ยิ่งตรวจเข้ม ยิ่งเสี่ยงเปิดโปงที่มาของอำนาจ จึงเลือก “ไม่แตะ” ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ผลคือ การปราบคอร์รัปชันกลายเป็นเพียงวาทกรรมหาเสียง มากกว่านโยบายที่ลงมือทำจริง
ภาพใหญ่ประชาธิปไตยไทย : แพ้ตั้งแต่คูหา
เมื่อมองในภาพใหญ่ การซื้อเสียงไม่ได้เป็นแค่การโกงเลือกตั้ง แต่คือการ บิดเบือนเจตจำนงของประชาชนตั้งแต่ต้นทาง ทำให้การเมืองทั้งระบบเดินผิดทิศ
หากประชาธิปไตยเริ่มต้นด้วยเงินที่ไม่สะอาด ผลลัพธ์ปลายทางย่อมยากจะสะอาดเช่นกัน
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า ใครซื้อเสียง
แต่คือ ระบบใดที่เปิดช่องให้เงินครองอำนาจรัฐได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเมื่อเงินยังคงทรงอิทธิพลในสนามเลือกตั้ง คำถามต่อไปคือ
พรรคการเมืองรับมืออย่างไรกับ “กระแส” และ “กระสุน” ในศึกเลือกตั้ง 2569


