เลือกตั้ง69 :รู้ทั้งรู้แต่ยังกา โพลเปิดใจคนไทยกับการซื้อเสียง
โพลเลือกตั้งปี 2569 เผยภาพจิตวิทยาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รู้ว่ามีซื้อเสียงแต่ไม่อยากรับ ทว่าเกือบหนึ่งในสามยังเลือกนักการเมืองเดิม เพราะความคุ้นเคยและระบบอุปถัมภ์dk
KEY
POINTS
- ผลโพลชี้ว่าคนไทยส่วนใหญ่รับรู้ถึงปัญหาการซื้อเสียง โดย 69% ยืนยันว่าจะไม่รับเงินหากมีการเสนอให้
- แม้คนส่วนใหญ่จะไม่รับเงิน แต่ผลสำรวจพบว่า 28.1% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคงเลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียง
- เหตุผลที่คนส่วนหนึ่งยังเลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียงไม่ได้มาจากเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความคุ้นเคย ผลงานในอดีต และอิทธิพลของหัวคะแนน
โพลสะท้อนสังคม
คนไทยคิดอย่างไรกับการซื้อเสียงและการเมืองต้านโกง
แม้การซื้อเสียงจะเป็นปัญหาที่สังคมไทยถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน แต่การเลือกตั้งปี 2569 ทำให้ประเด็นนี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะข่าวลือหรือคำกล่าวหาทางการเมืองเท่านั้น หากแต่เพราะ ตัวเลขจากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและภาคธุรกิจ ที่สะท้อนทัศนคติของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน
ผลสำรวจดังกล่าวเปรียบเสมือน “กระจกเงา” ที่สะท้อนทั้งความตื่นรู้ ความลังเล และความย้อนแย้งในพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทย
เจาะโพล 4,814 ตัวอย่าง : สังคมไทยรู้ปัญหา แต่ยังติดกับดัก
ผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทย ในการเลือกตั้งปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 4,814 รายทั่วประเทศ แบ่งเป็นประชาชน 3,043 ราย และภาคธุรกิจ 1,771 ราย พบว่า
- 42% เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการซื้อสิทธิขายเสียง “มาก”
- คนส่วนใหญ่รับรู้ว่า “การซื้อเสียงยังมีอยู่จริง” และเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ปัญหาซื้อเสียงไม่ใช่เรื่องที่ประชาชน “ไม่รู้” หากแต่เป็นสิ่งที่สังคมไทย รับรู้และยอมรับว่ามีอยู่ แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม
รู้ว่ามีซื้อเสียง แต่ “ไม่อยากรับ”
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทัศนคติของประชาชนต่อการรับเงินซื้อเสียง โดยผลสำรวจพบว่า
- 69% ระบุว่า หากมีการจ่ายเงินซื้อเสียง จะ “ไม่รับ”
- มีเพียง 18% ที่ยอมรับเงินซื้อเสียง
- ที่เหลืออยู่ในกลุ่มลังเลหรือไม่แสดงความเห็น
ภาพสะท้อนนี้ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยกำลังขยับจาก “ความเคยชิน” ไปสู่ “การตั้งคำถามเชิงศีลธรรม” มากขึ้น ประชาชนจำนวนมากเริ่มมองว่าการรับเงินซื้อเสียงไม่ใช่เรื่องปกติ และเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายอนาคตของประเทศ
28% ที่ยังเลือก : เหตุผลเชิงจิตวิทยาการเมือง
อย่างไรก็ตาม โพลยังเผยให้เห็นความจริงอีกด้าน เมื่อถามว่า หากนักการเมืองให้เงินซื้อเสียง จะเลือกคนนั้นหรือไม่ พบว่า
- 71.9% ตอบ “ไม่เลือก”
- 28.1% ตอบ “เลือก”
เหตุผลของกลุ่ม 28.1% นี้ ไม่ได้มีเพียง “เงิน” เป็นตัวแปรเดียว แต่ประกอบด้วย
- ความคุ้นเคยหรือรู้จักเป็นการส่วนตัว
- ผลงานที่ผ่านมา
- ไม่รู้จะเลือกใคร
- อิทธิพลของหัวคะแนน
- ได้รับเงินหรือผลประโยชน์เพื่อนำไปใช้จ่าย
นักวิชาการด้านสังคมและการเมืองมองว่า พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อน “จิตวิทยาการเลือกตั้งแบบเอาตัวรอด” มากกว่าการสนับสนุนการทุจริตโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่รัฐสวัสดิการยังเข้าไม่ถึง การรับเงินถูกมองว่าเป็น “ผลประโยชน์ระยะสั้นที่จับต้องได้”
ราคาซื้อเสียงกับความรู้สึก “คุ้ม–ไม่คุ้ม”
โพลยังเผยให้เห็นมิติทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน เมื่อราคาซื้อเสียงพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่สูงสุดถึง 7,500 บาทต่อคน
ในมุมหนึ่ง ราคาที่สูงขึ้นทำให้ประชาชนบางส่วนมองว่า
- “ถ้ารับแล้วไม่เลือก ถือว่าไม่ผิด”
- เงินกลายเป็น “ค่าชดเชย” จากระบบการเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิต
ขณะเดียวกัน ประชาชนอีกกลุ่มกลับมองว่า ราคาที่สูงผิดปกติ คือสัญญาณอันตรายว่า นักการเมืองกำลังลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนมหาศาลในอนาคต ซึ่งจะย้อนกลับมาเป็นภาระของประเทศในรูปแบบงบประมาณ นโยบาย หรือคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง
ความย้อนแย้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทย
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด โพลสะท้อนความย้อนแย้งสำคัญของสังคมไทย คือ
- คนส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วยกับการซื้อเสียง”
- แต่ระบบการแข่งขันทางการเมืองยังเปิดช่องให้การซื้อเสียงดำรงอยู่
- ประชาชนบางส่วนไม่เลือกซื้อเสียง แต่ก็ไม่เชื่อมั่นว่านักการเมืองที่ไม่ซื้อเสียงจะเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริง
นี่คือกับดักเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้การเมืองไทยวนเวียนอยู่ระหว่าง “ความรู้สึกผิด” กับ “ความจำเป็น”
บทสะท้อนก่อนก้าวสู่ตอนต่อไป
โพลเลือกตั้งปี 2569 ไม่ได้บอกเพียงตัวเลขทางสถิติ หากแต่เผยให้เห็นสภาพจิตใจของสังคมไทย ที่กำลังตั้งคำถามกับการเมืองแบบเดิม แต่ยังไม่มั่นใจในทางเลือกใหม่
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า
คนไทยไม่เอาการซื้อเสียงหรือไม่
แต่คือ
ระบบการเมืองไทยเปิดพื้นที่ให้การเมืองสุจริตชนะได้จริงหรือยัง


