ดีเบตประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ เสี่ยงนิรโทษกรรม–สั่นคลอนโครงสร้างรัฐ
อรรถวิชช์–สาทิตย์ ถกปมทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ฝ่ายคัดค้านห่วงตีเช็คเปล่า เปิดช่องนิรโทษกรรม-แตะหมวดสำคัญ ขณะฝ่ายหนุนเชื่อกลไกกฎหมายคุมได้
KEY
POINTS
- การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับถูกมองว่ามีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อโครงสร้างหลักของรัฐ โดยเฉพาะการเปิดช่องให้แก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ที่เกี่ยวกับสถาบันสำคัญ
- มีความกังวลว่าการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560 อาจนำไปสู่การนิรโทษกรรมโดยปริยาย ทำให้บทลงโทษหรือการตัดสิทธิ์ทางการเมืองของบุคคลบางกลุ่มสิ้นสุดลง
- เกิดข้อถกเถียงถึงกลไกควบคุมการร่างรัฐธรรมนูญระหว่างฝ่ายที่กังวลว่าการลงประชามติโดยไม่มีขอบเขตชัดเจนเป็นเหมือน "เช็คเปล่า" กับฝ่ายที่เชื่อว่าสามารถใช้มาตรา 256 เพื่อป้องกันการแก้ไขหมวดสำคัญในภายหลังได้
สรุปประเด็นดีเบต “ประชามติรัฐธรรมนูญใหม่”
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี vs สาทิตย์ วงศ์หนองเตย
จากการดีเบตระหว่าง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ว่าด้วยการลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สามารถสรุปประเด็นสำคัญเชิงลึกได้ดังนี้
ผลกระทบต่อโครงสร้างรัฐและสถาบันหลัก
กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกมองว่าอาจกระทบต่อโครงสร้างหลักของรัฐและสถาบันสำคัญในหลายมิติ โดยเฉพาะจากมุมมองฝ่ายที่ไม่เห็นชอบ ได้แก่
- ความเสี่ยงต่อหมวด 1 และหมวด 2
การตั้งคำถามประชามติในลักษณะให้ “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ” โดยไม่กำหนดขอบเขตที่ชัดเจน ถูกมองว่าเป็นการเปิดช่องให้มีการแก้ไขหมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์) ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างยิ่ง - การตั้ง ส.ส.ร. และการถกเถียงสถาบัน
มีความกังวลว่าการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้งประเทศ อาจทำให้โครงสร้างรัฐและสถาบันหลักถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในกระบวนการร่าง - เสถียรภาพของกติกาสูงสุด
การ “รื้อทั้งฉบับ” หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเดิมเพื่อเริ่มใหม่ อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของพัฒนาการรัฐธรรมนูญ และสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางการเมืองของประเทศ
นัยทางการเมือง : นิรโทษกรรมและการเอื้อประโยชน์
อีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญคือความเป็นไปได้ของ “วาระซ่อนเร้น” ทางการเมืองจากการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
- นิรโทษกรรมโดยปริยาย
นายอรรถวิชช์เตือนว่า เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกยกเลิก ความผิดหรือบทลงโทษที่ผูกโยงกับรัฐธรรมนูญฉบับเดิม โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรมและการตัดสิทธิ์ทางการเมือง อาจสิ้นสุดลงไปพร้อมตัวบทเดิม - การกลับเข้าสู่การเมืองของนักการเมืองบางกลุ่ม
มีข้อสังเกตว่าบุคคลหรือกลุ่มที่เคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เช่น นักการเมืองบางกลุ่มในอดีต อาจอาศัยช่องว่างจากการเปลี่ยนฉบับรัฐธรรมนูญกลับเข้าสู่สนามการเมืองได้อีกครั้ง - ความเสี่ยงต่อกลไกปราบโกง
ฝ่ายไม่เห็นชอบกังวลว่ามาตรการจริยธรรมและกลไกตรวจสอบนักการเมืองที่เข้มงวดในรัฐธรรมนูญปี 2560 อาจถูกทำให้อ่อนแอลงเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ชนชั้นการเมือง
กลไกมาตรา 256 กับการ “ล็อค” หมวดสำคัญ
ฝ่ายที่เห็นชอบ โดยเฉพาะแนวคิดของพรรคประชาธิปัตย์ เสนอว่า มาตรา 256 คือเครื่องมือสำคัญในการควบคุมขอบเขตการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
- การกำหนดเงื่อนไขล่วงหน้า
หลังประชามติขั้นแรก หากมีการแก้ไขมาตรา 256 สามารถเขียนเงื่อนไขกำหนดไว้ชัดเจนว่า ส.ส.ร. ห้ามแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 และบทบัญญัติจริยธรรมนักการเมือง - กระบวนการหลายชั้นตามแนววินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
การร่างใหม่ทั้งฉบับต้องผ่านอย่างน้อย 3 ขั้นตอน ได้แก่
- ประชามติถามความประสงค์
- การแก้ไขมาตรา 256
- ประชามติรับร่างฉบับสุดท้าย
ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกคัดกรองไม่ให้ประเด็นอ่อนไหวถูกแก้ไขโดยง่าย
- ข้อโต้แย้งเรื่อง “เช็คเปล่า”
ฝ่ายอรรถวิชช์โต้ว่า หากไม่ล็อคหมวด 1 และ 2 ตั้งแต่คำถามประชามติแรก แต่ไปหวังพึ่งมาตรา 256 ภายหลัง ย่อมเสี่ยงต่อการถูกเสียงข้างมากในสภากำหนดทิศทางจนไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้จริง
ที่มาวุฒิสภา : กลุ่มอาชีพ vs การเลือกตั้ง
ประเด็นวุฒิสภา (สว.) เป็นอีกจุดขัดแย้งหลักที่สะท้อนมุมมองต่อ “ความโปร่งใส” ที่แตกต่างกัน
สว. จากกลุ่มอาชีพ (ระบบปัจจุบัน)
- ข้อดี : สร้างความหลากหลาย เปิดโอกาสให้ตัวแทนอาชีพที่ไม่ใช่นักการเมืองเข้าสู่สภา
- ข้อเสีย : ถูกวิจารณ์ว่ามีกระบวนการ “ฮั้ว” และลักษณะนอมินี ส่งผลต่อความเป็นอิสระในการตรวจสอบองค์กรอิสระ
สว. จากการเลือกตั้ง (แนวทางใหม่)
- ข้อดี : มีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น ลดปัญหาการเลือกกันเองในกลุ่มเล็ก
- ข้อเสีย : เสี่ยงถูกครอบงำโดย “บ้านใหญ่” หรือทายาทการเมือง ทำให้สภาสูงกลายเป็นส่วนขยายของอำนาจพรรคการเมือง
"การลงประชามติครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินใจเชิงกฎหมาย แต่เป็นโจทย์เรื่อง ความไว้วางใจต่อกระบวนการในอนาคต ฝ่ายคัดค้านกังวลว่าคำถามที่ไม่ชัดเจนอาจเท่ากับการ “ตีเช็คเปล่า” เปิดทางสู่นิรโทษกรรมและการแตะต้องหมวดสำคัญ ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนเชื่อว่าสามารถใช้กลไกในสภาและขั้นตอนตามกฎหมายควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างหลักของประเทศได้"
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
แหล่งที่มา : คมชัดลึก (คลิ๊กชม)


