ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้อง"ผบ.ตร." ปมให้ "บิ๊กโจ๊ก" ออกจากราชการ
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา ยกคำร้อง "บิ๊กโจ๊ก" ปม "บิ๊กต่าย ผบ.ตร." และพวก สั่งให้ออกจากราชการ ชี้ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ ก.ตร.
ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้อง ผบ.ตร.-ก.พ.ค.ตร.-นายกรัฐมนตรี ยืนยันคำสั่งให้ "พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล" ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ ก.ตร. ชี้พฤติการณ์โดนหมายจับคดีอาญาเป็นเหตุรุนแรง กระบวนการพิจารณาโปร่งใสไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ฟ้องคดี) ยื่นฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) และนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3) กรณีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ระบุคำสั่งทำตามระเบียบ ก.ตร. ทุกประการ
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คำสั่งของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ขณะรักษาราชการแทน ผบ.ตร. ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนนั้น เป็นการใช้อำนาจตามระเบียบ ก.ตร. และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง
เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการตำรวจระดับสูง แต่กลับถูกกล่าวหาในคดีอาญาร้ายแรงจนศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับ ซึ่งมิใช่ความผิดลหุโทษหรือความผิดที่เกิดจากความประมาท จึงถือเป็นเหตุอันสมควรที่ผู้บังคับบัญชาจะใช้อำนาจสั่งให้ออกจากราชการเพื่อรอฟังผลการสอบสวนทางวินัย
ปัดข้อหาไม่เป็นกลาง-เอื้อประโยชน์พวกพ้อง
ส่วนประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. นั้น ศาลพิเคราะห์ว่าการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ (ก.ตร.) โดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ความประพฤติ และคุณสมบัติอื่นประกอบกัน คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ได้ส่งผลโดยตรงให้ผู้รักษาการได้รับตำแหน่งในทันที และไม่ถือว่าเป็นคำสั่งที่ขาดความเป็นกลาง
ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม
จากเหตุผลข้างต้น ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษายกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม โดยวินิจฉัยว่าการดำเนินการเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายทุกขั้นตอน ส่งผลให้คำสั่งสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อนหน้านี้มีผลตามกฎหมายต่อไป


