posttoday

"บิ๊กป้อม"ถอยส่งไม้ต่อเทียนทอง พลังประชารัฐเดิมพันสส. 4–5 ที่นั่ง

08 มกราคม 2569

การลาออกของลุงป้อมไม่ใช่วางมือ แต่เป็นเกมถอยหลังม่าน ส่งตรีนุชคุมพรรค พึ่งบารมีตระกูลเทียนทอง ประคองพลังประชารัฐให้อยู่รอดในสภา เลือกตั้ง 2569

KEY

POINTS

  • พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ "บิ๊กป้อม" ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และส่งมอบการนำพรรคให้แก่ตระกูล "เทียนทอง"
  • พรรคตั้งเป้าหมายในการเลือกตั้งครั้งหน้าไว้ที่ 4-5 ที่นั่ง เพื่อรักษาอำนาจต่อรองทางการเมือง โดยมีฐานที่มั่นสำคัญคือจังหวัดสระแก้ว
  • การถอยของ "บิ๊กป้อม" เป็นการปรับยุทธศาสตร์ให้พรรคยังคงมี สส. ในสภา เพื่อให้ตนเองยังสามารถมีบทบาทและอำนาจต่อรองอยู่เบื้องหลังได้

วิเคราะห์เกมถอย–เกมรุก : “บิ๊กป้อม” หลังม่าน กับพลังประชารัฐยุคเทียนทอง

การเมืองบางช่วงเวลาไม่ต่างจากหมากรุกช่วงกลางกระดาน เมื่อราชาเริ่มชะลอการเคลื่อนไหว เบี้ยและม้าจึงต้องถูกจัดวางใหม่ให้ยังคงรักษาพื้นที่อิทธิพลไว้ได้ การลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อ 5 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่เพียงการ “วางมือ” หากแต่เป็นการถอยเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรักษาอำนาจต่อรองในสนามที่ยังไม่จบเกม

แม้เหตุผลด้านสุขภาพจะเปิดทางให้ “บิ๊กป้อม” ถอยหลังได้อย่างสง่างาม แต่ในโลกการเมือง ความจริงอีกด้านคือ เมื่อใดที่ไร้ สส.ในมือ บารมีในระบบรัฐสภาก็แทบไม่เหลือมูลค่า ภาพ “ประธานที่ปรึกษาพรรค” จึงเป็นมากกว่าตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์ หากคือหลักประกันว่าพรรคยังต้องมีตัวแทนอยู่ในสภา

คำตอบของสมการนี้อยู่ที่ “ตระกูลเทียนทอง”

เทียนทอง : เสาค้ำพลังประชารัฐ

การส่งไม้ต่อให้ ตรีนุช เทียนทอง ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ไม่ได้เกิดจากเหตุบังเอิญ หากคือการยอมรับบทบาทของเครือข่ายการเมืองสระแก้ว โดยมี “นายแม่” ขวัญเรือน เทียนทอง วัย 80 ปี เป็นศูนย์กลางอำนาจที่ยังแข็งแรง

พลังในพื้นที่ถูกค้ำด้วย 2 เสาหลัก

  • ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีแรงงาน ผู้คุมเกมระดับชาติ
  • ฐานิสร์ เทียนทอง นายก อบจ.สระแก้ว ผู้ดูแลกลไกท้องถิ่น

นี่คือเหตุผลที่พลังประชารัฐยุคใหม่ตั้งเป้าหมายแบบ “พอเพียงแต่จำเป็น” ในการเลือกตั้ง 2569 คือมี สส. 4–5 คน เพื่อคงสถานะพรรคการเมืองที่ยังมีน้ำหนักต่อรอง
 

สนามสระแก้ว : บ้านใหญ่ยังไม่ล้ม

แม้จะอยู่ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา แต่สมรภูมิสระแก้วแทบไม่สั่นคลอนโครงสร้างอำนาจเดิม ตระกูลเทียนทอง 2 สาย—สายนายแม่ขวัญเรือน และสายเสนาะ—ยังคง “แบ่งเก้าอี้” กันอย่างรู้จังหวะ

เขต 1 (อ.เมืองสระแก้ว–เขาฉกรรจ์–วังน้ำเย็น)
นายแม่ขวัญเรือนส่งไม้ต่อให้ บดี เทียนทอง ลูกชายคนเล็ก ซึ่งถูกปูทางผ่านบทบาทประธานคณะทำงานนายก อบจ.มาก่อน

เขต 2 (วัฒนานคร–คลองหาด–วังสมบูรณ์)
ตรีนุช เทียนทอง แทบไร้คู่แข่งตัวจริง เปิดพื้นที่ให้เธอขยับบทบาทเป็น “แม่ทัพสนาม” ช่วยพรรคในภาคอีสาน

เขต 3 (ตาพระยา–อรัญประเทศ–โคกสูง)
สรวงศ์ เทียนทอง ในนามพรรคเพื่อไทย ต้องเผชิญโจทย์ชายแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฐานเสียงส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อ่อนไหวด้านความมั่นคง

สระแก้ว จึงถูกประเมินว่า พลังประชารัฐ “การันตี” ได้อย่างน้อย 2 ที่นั่ง

หนองคาย–กาฬสินธุ์ : เกมวัดใจจนวันเปิดหีบ

ภารกิจของ “แม่ทัพเหน่ง” ไม่จบแค่สระแก้ว เป้าหมายต่อไปคือการขยายฐานในหนองคาย หลังการเลือกตั้ง 2566 ที่ กระแสร์ ตระกูลพรพงศ์ เจาะฐานเสื้อแดงได้สำเร็จ

ปี 2569 ยุทธนา ศรีตะบุตร อดีตนายก อบจ.หนองคาย ขยับเกมใหญ่ ลงสมัครเขต 2 ปะทะ ชนก จันทาทอง จากเพื่อไทย เป้าหมายคือเพิ่ม สส.จาก 1 เป็น 2 ที่นั่ง

ส่วนกาฬสินธุ์ ความหวังถูกฝากไว้กับ ประภา เฮงไพบูลย์ อดีต สส.ที่ย้ายมาจากภูมิใจไทย ซึ่งต้องรับมือศึกสามเส้า ทั้ง วิรัตน์ ภูต้องใจ และ ณัฐวัชต์ พิมพะนิตย์ จากสายบ้านใหญ่เพื่อไทย

บทสรุป : พรรคเล็กแต่ยังมีราคา

พลังประชารัฐในยุคเทียนทอง ไม่ได้มุ่ง “ชนะถล่มทลาย” หากเลือกยุทธศาสตร์คงตัวตนในสภา เพื่อรักษาพื้นที่ต่อรองในเกมจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

2 ที่นั่งจากสระแก้วดูมั่นคง
หนองคาย–กาฬสินธุ์ คือสนามลุ้นจนหย่อนบัตรใบสุดท้าย

สำหรับ “บิ๊กป้อม” การถอยหลังครั้งนี้จึงไม่ใช่จุดจบ แต่คือการยอมลดบทบาท เพื่อรักษาอำนาจไว้ในเงามืด—ตราบใดที่พรรคยังมี สส. แม้เพียงหยิบมือเดียว เกมการเมืองก็ยังไม่ปิดกระดาน.

เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

ข่าวล่าสุด

5 ภาคส่วน เซ่นพิษสงคราม SCB EIC หั่นเป้า GDP ไทยปีนี้เหลือโต 1.4%