เลือกตั้ง69: เกมไม่จบที่คะแนนเสียง ตั้งรัฐบาลอำนาจจริงนอกคูหา
เลือกตั้ง69 ไม่ได้จบที่คะแนนเสียง แต่เปิดเกมต่อรองอำนาจ คณิตศาสตร์ สส. กลไกรัฐ องค์กรอิสระ และผู้เล่นหลังม่าน ชี้ชะตารัฐบาลใหม่
KEY
POINTS
- การจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ตัดสินที่คะแนนเสียงเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับอำนาจนอกสภาที่เป็นตัวกำหนดสำคัญ
- กลไกอำนาจรัฐ องค์กรอิสระ และกระแสสังคม ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบและต่อรองทางการเมืองเหนือกว่าผลการเลือกตั้ง
- มีผู้มีอำนาจหลังม่านพยายามขัดขวางการจับมือของบางขั้วการเมือง เพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมและควบคุมทิศทางการตั้งรัฐบาล
ปัจจัยกำหนดพันธมิตรการเมืองในสมการ 3 สี
การเมืองหลังวันหย่อนบัตรไม่จบลงที่คะแนนเสียง แต่เริ่มต้นที่ “คณิตศาสตร์ทางการเมือง” ตัวเลข สส. ในสภาคือกุญแจดอกแรก หากขั้วใดรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ก่อน อีกขั้วแทบไม่มีพื้นที่ต่อรอง การประเมินจากหลายแหล่งสะท้อนภาพการแข่งขันของสามสีหลักอย่างเข้มข้น
ในสมการนี้ พรรคประชาชน ถูกมองว่ามีโอกาสได้ที่นั่งสูง ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย และ พรรคเพื่อไทย ไล่ตามมาติด ๆ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็นเงื่อนไขการตัดสินใจว่าใครจะจับมือกับใคร และใครต้องถอยไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
อีกปัจจัยหนึ่งคือกระแสสังคม โดยเฉพาะบรรยากาศชาตินิยมจากประเด็นชายแดน ซึ่งถูกมองว่าหนุนฝ่ายอนุรักษนิยมมากกว่าฝ่ายก้าวหน้า กระแสดังกล่าวช่วยเสริมความได้เปรียบให้ผู้นำอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคของเขา ในขณะที่พรรคอื่นต้องประเมินท่าทีอย่างระมัดระวัง
กลไกอำนาจรัฐและองค์กรอิสระกับความได้เปรียบ
เหนือกว่าคะแนนเสียงคือการถือครอง “อำนาจรัฐ” ก่อนและหลังการเลือกตั้ง แหล่งข้อมูลจำนวนมากชี้ว่าการโยกย้ายข้าราชการ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค และการจัดวางกำลังในระบบความมั่นคง ล้วนส่งผลต่อบรรยากาศการเมืองในสนามเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน การใช้งบประมาณและการเดินหน้าหรือชะลอคดีสำคัญ กลายเป็นเครื่องมือเพิ่มอำนาจต่อรองในช่วงหลังเลือกตั้ง การดึง “บ้านใหญ่” เข้าสมการรัฐบาลไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ หากแต่เป็นเรื่องผลประโยชน์และความมั่นคงทางการเมืองในระยะยาว
บทบาทขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โครงสร้างการสรรหาและสายสัมพันธ์ทางอำนาจในอดีต ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเป็นกลาง และผลกระทบต่อการกำกับเกมการเมืองหลังวันเลือกตั้ง
อุปสรรคการจับมือสีส้ม–สีแดง กับเกมหลังม่าน
แม้ในทางทฤษฎี พรรคสีส้มและสีแดงอาจรวมเสียงได้เกือบ 300 เสียง แต่ในทางปฏิบัติ กลับมี “แรงต้าน” ที่มองไม่เห็น ผู้เล่นหลังม่านบางกลุ่มถูกกล่าวถึงว่าไม่ต้องการให้สองขั้วนี้รวมตัวกัน เนื่องจากความหวาดระแวงและความเสี่ยงต่อโครงสร้างอำนาจเดิม
ยุทธศาสตร์หนึ่งคือการลดทอนกำลัง หากพรรคสีแดงได้ที่นั่งไม่ถึงระดับวิกฤต การตั้งรัฐบาลทางเลือกอื่นจะทำได้ง่ายขึ้น และบีบให้ต้องยอมรับเงื่อนไขจากขั้วอำนาจที่ถือไพ่เหนือกว่า
ท้ายที่สุด การเมืองสามสีสร้างสภาวะไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทุกการตัดสินใจจึงเต็มไปด้วยการคำนวณว่าหากพลาดเพียงก้าวเดียว อาจถูกอีกสองสีจับมือกันทิ้งไว้ข้างหลัง นี่คือเหตุผลที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลหลังปี 2569 ยังเป็นเกมที่เปิดอยู่
การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2569 เปรียบเหมือนการแข่งขันเรือในลำน้ำที่มีกระแสถูกควบคุม แม้บางลำจะมีฝีพายแข็งแรง แต่ทิศทางน้ำและเชือกที่ผูกไว้จากฝั่ง ยังคงเป็นตัวแปรชี้ว่าใครจะเข้าเส้นชัยก่อนใคร
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรรณาธิการข่าวการเมือง
แหล่งที่มา : เนชั่นสุดสัปดาห์ (คลิ๊กชม)


