posttoday

ทรัมป์ขู่ใช้กำลังทหารต่อโคลอมเบีย หลังจับผู้นำเวเนซุเอลา

05 มกราคม 2569

ผู้นำสหรัฐขู่ปฏิบัติการทหารต่อโคลอมเบีย หลังสหรัฐบุกจับประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ชี้หลายชาติอาจเผชิญแรงกดดัน หากไม่สกัดยาเสพติดเข้าสหรัฐ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ขู่ว่าสหรัฐอาจดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อรัฐบาลโคลอมเบีย โดยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า มาตรการดังกล่าว “ฟังดูดีสำหรับผม”

 

ทรัมป์กล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยพาดพิงถึงโคลอมเบียว่าเป็นประเทศที่ “ป่วยหนัก” และถูกบริหารโดย “ผู้นำที่ป่วย” ซึ่งเขากล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายโคเคนเข้าสู่สหรัฐอเมริกา พร้อมกล่าวว่า ผู้นำรายดังกล่าว “จะไม่ได้ทำเช่นนี้ไปอีกนาน” ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ของโคลอมเบีย

 

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐอเมริกาดำเนินปฏิบัติการพิเศษบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และนำตัวออกนอกประเทศไปยังนครนิวยอร์ก เพื่อดำเนินคดีในข้อหาค้ายาเสพติด

 

ทรัมป์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สหรัฐอาจเปิดฉากการโจมตีทางทหารครั้งที่สองต่อเวเนซุเอลา หากสมาชิกที่เหลือของรัฐบาลมาดูโรไม่ให้ความร่วมมือกับความพยายามของเขาในการ “ฟื้นฟูประเทศให้เข้าที่เข้าทาง”

 

ถ้อยแถลงของทรัมป์ต่อผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินประจำตำแหน่ง สะท้อนความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจเข้าแทรกแซงทางทหารในลาตินอเมริกาเพิ่มเติม และยังส่งสัญญาณว่า โคลอมเบียและเม็กซิโกอาจเผชิญปฏิบัติการในลักษณะเดียวกัน หากไม่สามารถลดการลักลอบนำยาเสพติดเข้าสหรัฐได้

ทรัมป์ขู่ใช้กำลังทหารต่อโคลอมเบีย หลังจับผู้นำเวเนซุเอลา

 

ขณะนี้ มาดูโรถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันแห่งหนึ่งในนครนิวยอร์ก และมีกำหนดขึ้นศาลในวันจันทร์นี้ ในคดียาเสพติด การจับกุมดังกล่าวสร้างความไม่แน่นอนอย่างมากต่ออนาคตของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำมัน

 

ทรัมป์ระบุว่า รัฐบาลของเขาจะเลือกทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ยังคงอยู่ในรัฐบาลมาดูโร เพื่อปราบปรามการค้ายาเสพติดและปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศ มากกว่าการผลักดันให้มีการเลือกตั้งใหม่ในทันทีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

 

ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลมาดูโรยังคงปฏิบัติหน้าที่ และออกมาประณามการควบคุมตัวมาดูโรและนางซีเลีย ฟลอเรส ภริยา ว่าเป็นการลักพาตัว

 

รัฐมนตรีมหาดไทยเวเนซุเอลา ดิโอสดาโด กาเบโย กล่าวว่า “ที่นี่มีประธานาธิบดีเพียงคนเดียว และชื่อของเขาคือ นิโกลัส มาดูโร โมรอส ขออย่าให้ใครหลงเชื่อการยั่วยุของศัตรู” โดยถ้อยแถลงดังกล่าวถูกเผยแพร่ในรูปแบบไฟล์เสียงผ่านพรรคสังคมนิยม PSUV ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล

 

ภาพของมาดูโร วัย 63 ปี ในสภาพถูกปิดตาและใส่กุญแจมือ สร้างความตกตะลึงให้กับชาวเวเนซุเอลาอย่างกว้างขวาง โดยปฏิบัติการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงที่สร้างข้อถกเถียงมากที่สุดของสหรัฐในลาตินอเมริกา นับตั้งแต่การบุกปานามาเมื่อ 37 ปีก่อน

ทรัมป์ขู่ใช้กำลังทหารต่อโคลอมเบีย หลังจับผู้นำเวเนซุเอลา

 

รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลา พลเอกวลาดิเมียร์ ปาดรีโน กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า การโจมตีของสหรัฐทำให้ทหารและพลเรือนเสียชีวิต รวมถึงสมาชิกหน่วยอารักขาของมาดูโร “เป็นจำนวนมาก” โดยระบุว่าเป็นการสังหาร “อย่างเลือดเย็น” พร้อมยืนยันว่ากองทัพเวเนซุเอลาได้ถูกสั่งให้ปฏิบัติการเพื่อคุ้มครองอธิปไตยของประเทศ

 

รัฐบาลทรัมป์อธิบายว่า การจับกุมมาดูโรเป็นปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อบังคับให้เขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของสหรัฐ ตามหมายจับที่ออกตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งรวมถึงข้อหาสมคบคิดก่อการร้ายด้านยาเสพติด อย่างไรก็ตาม มาดูโรปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

 

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังกล่าวว่า บริษัทน้ำมันของสหรัฐจำเป็นต้องได้รับ “การเข้าถึงอย่างเต็มรูปแบบ” ต่อแหล่งน้ำมันขนาดมหาศาลของเวเนซุเอลา และชี้ว่า การอพยพของชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากเข้าสหรัฐ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การตัดสินใจจับกุมมาดูโร

 

ทรัมป์กล่าวว่า “สิ่งที่มีน้ำหนักอย่างแท้จริงในการตัดสินใจครั้งนี้ คือข้อเท็จจริงที่ว่า เขาส่งผู้คนหลายล้านคนจากเรือนจำและสถาบันผู้ป่วยทางจิต รวมถึงพ่อค้ายาเสพติด และผู้ติดยาเสพติดแทบทั้งหมดในประเทศ เข้ามายังสหรัฐอเมริกา”

 

ข่าวล่าสุด

“บิ๊กป้อม” ลาออกหัวหน้าพลังประชารัฐ ตั้ง “ตรีนุช” คุมพรรค