ยุบสภา-จับขั้วใหม่ เปิดเกมแก้หนี้ เดิมพันเสถียรภาพการเมืองไทย
การยุบสภาเปิดสมการอำนาจใหม่ ท่ามกลางดีลการเมืองข้ามขั้วและนโยบายแก้หนี้ภาคประชาชน “ปิดหนี้ไว ไปต่อ” ที่อาจเป็นทั้งทางรอดเศรษฐกิจและเดิมพันคะแนนนิยม
KEY
POINTS
- การยุบสภาเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์เพื่อเปิดทางให้เกิดการจัดขั้วอำนาจทางการเมืองใหม่และแก้ปัญหาเสถียรภาพรัฐบาล
- เกิดการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมข้ามขั้ว โดยมีพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำหลักในการสร้างสมการอำนาจใหม่
- รัฐบาลใหม่ผลักดันนโยบายแก้หนี้รายย่อยเป็น Quick Win เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเสริมความมั่นคงทางการเมือง
ยุบสภา—จุดแตกหักที่เร่งรีเซ็ตอำนาจ
การยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568ที่ผ่านมา คือจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ที่สะเทือนเสถียรภาพการเมืองไทยในทันที ไม่เพียงปิดฉากรัฐบาลเดิม แต่ยังเปิดสนามแข่งขันใหม่ให้ทุกพรรคเร่งจัดทัพ ช่วงสุญญากาศหลังยุบสภาจึงกลายเป็นเวลาทองของการต่อรองอำนาจ
เหตุผลทางการชี้ไปที่ความจำเป็นด้านเสถียรภาพและการป้องกันความเสื่อมศรัทธาต่อระบบรัฐสภา ทว่าในเชิงโครงสร้าง ปัจจัยจริงคือแรงเสียดทานจากการแก้รัฐธรรมนูญและสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่บริหารยาก การยุบสภาจึงเป็นการ “ตัดเกม” เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน
ผลตามมาคือการพ้นตำแหน่งของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ และการเคลื่อนตัวของขั้วการเมืองอย่างรวดเร็ว สมการใหม่ถูกคำนวณจากจำนวนที่นั่ง ความพร้อมของพรรค และต้นทุนทางการเมืองที่แต่ละฝ่ายยอมรับได้
สมการอำนาจใหม่—ดีลข้ามขั้วและบทบาทแกนนำ
หลังยุบสภา การจัดตั้งรัฐบาลกลายเป็นเกมเจรจาเข้มข้น ดีลระหว่าง พรรคประชาชน และ พรรคภูมิใจไทย ถูกจับตาในฐานะแกนหลักของรัฐบาลผสม ภาพที่ชัดคือการผลักพรรคอันดับสามขึ้นเป็นแกนนำ
อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ยอมรับเงื่อนไขร่วม 5 ข้อ พร้อมคำมั่นสนับสนุนนโยบายหลักของพรรคประชาชน การรวบรวมรายชื่อ ส.ส. 146 เสียงคือหลักประกันทางการเมืองเพื่อลดความเสี่ยงความไม่แน่นอน
ดีลนี้สะท้อนความพยายามปิดทางตันการเมืองและสร้างเสถียรภาพขั้นต่ำ แต่ก็แลกมาด้วยแรงเสียดทานจากฝ่ายที่มองว่าเป็นการจัดวางอำนาจแบบคำนวณผลลัพธ์ล่วงหน้า ซึ่งจะถูกทดสอบทันทีด้วยผลงานเชิงนโยบาย
แก้หนี้เชิงรุก—Quick Win เศรษฐกิจฐานราก
นโยบายเรือธง “ปิดหนี้ไว ไปต่อ” ถูกผลักดันควบคู่การจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้แนวคิด Quick Win, Big Win มุ่งแก้หนี้รายย่อยเพื่อปลดล็อกกำลังซื้อและความสามารถทางเศรษฐกิจของครัวเรือน
กลไกหลักคือรับซื้อหนี้เสียจากธนาคารและนอนแบงก์ รวมศูนย์บริหารผ่าน AMC และปรับโครงสร้างหนี้ตามศักยภาพลูกหนี้ ผลลัพธ์สำคัญคือปลดล็อกเครดิตบูโร ลดเงินต้น ยกดอกเบี้ย หรือแม้แต่ตัดหนี้สูญในกรณีเปราะบาง
แผนแบ่ง 2 ระยะ ครอบคลุมกว่า 4.76 ล้านบัญชี โดยมี บริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด (มหาชน) และ บริษัทบริหารสินทรัพย์ อารี จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ สอดคล้องข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ชี้ว่ากว่า 50% ของ NPL คือหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท
ยุบสภาเปิดเกมอำนาจใหม่ ขณะที่นโยบายแก้หนี้รายย่อยถูกใช้เป็นเครื่องมือเร่งฟื้นเศรษฐกิจฐานรากและเสริมเสถียรภาพรัฐบาล ความสำเร็จจะชี้ชะตาความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมในการเลือกตั้งถัดไป
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
แหล่งที่มา : เนชั่นอินไซต์ (คลิ๊กชม)


