
เปิดขั้นตอนรายงานซื้อขายหุ้น แบบ 246-2 มาตรฐานสากล จุดอ่อนที่ต้องป้องกัน?
ส่องขั้นตอนรายงานซื้อขายหุ้น แบบ 246-2 มาตรฐานสากล ถูกออกแบบมาเพื่อให้ข้อมูลไปถึงนักลงทุนรวดเร็ว จนเกิดการรายงานข้อมูลเท็จ ได้กลายเป็น “จุดอ่อนหรือช่องโหว่” ที่ต้องป้องกันหรือไม่?
KEY
POINTS
- การรายงานซื้อขายหุ้นแบบ 246-2 เป็นระบบตามมาตรฐานสากลที่ใช้หลักการ "Self-reporting" ซึ่งผู้รายงานกรอกและรับรองข้อมูลด้วยตนเองเพื่อให้ข้อมูลเผยแพร่สู่สาธารณะได้อย่างรวดเร็ว
- ก.ล.ต. มีกระบวนการตรวจสอบข้อมูลภายหลังการเผยแพร่ โดยจะสอบทานกับแหล่งข้อมูลอื่นที่น่าเชื่อถือ หากพบข้อมูลเท็จจะนำออกจากระบบและดำเนินการทางกฎหมาย
- จุดอ่อนของระบบคือการเน้นความเร็วโดยให้เผยแพร่ข้อมูลก่อนตรวจสอบ ทำให้เกิดช่องโหว่ให้สามารถนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบได้ กระทบต่อความน่าเชื่อถือของตลาดทุนที่ต้องป้องกันหรือไม่?
สืบเนื่องจากกรณีการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของ “สุภาพร พิมพงษ์” จำนวน 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ ได้แก่ TRUE, MAJOR, GJS, BBL, AAV และ KBANK
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แจ้งผลการตรวจสอบกรณีความผิดปกติของการรายงานดังกล่าวแล้ว ชี้ชัดว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น
1. ไม่พบชื่อผู้รายงานเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียน
2. ในช่วงภายหลังของการได้มาและไม่มีรายงานการจำหน่ายออกประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานการได้มา
3. ไม่มีอยู่จริงในช่วงระยะเวลาที่ระบุในรายงานการรายงานจำนวนหลักทรัพย์ที่ถือครองหรือได้มา ไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง
ประกอบกับได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง ก.ล.ต. จึงนำข้อมูลที่ปรากฏจากการรายงานดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 และปัจจุบันอยู่ในชั้นการตรวจสอบตามกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย
หลายคนอาจยังสงสัยว่าเจตนาของ “สุภาพร” ทำไปเพื่ออะไร แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ระบบการรายงาน 246-2 จะมีส่วนป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกได้อย่างไร
ทั้งนี้ “โพสต์ทูเดย์” จะพาไปดูขั้นตอนการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ตามข้อมูลจากการชี้แจงของ ก.ล.ต. ซึ่งระบุว่ามีกระบวนการที่เน้นความรวดเร็วควบคู่ไปกับการตรวจสอบความถูกต้อง เป็นไปตามมาตรฐานสากล หลักการเดียวกับในต่างประเทศ
สำหรับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้
การบันทึกข้อมูลเข้าระบบ
- หลักการรายงานตนเอง: ระบบการรายงานของไทยใช้หลักการ “Self-reporting” เช่นเดียวกับมาตรฐานสากล เช่น สหรัฐอเมริกา โดยให้ผู้มีหน้าที่รายงานเป็นผู้บันทึกข้อมูลและเป็นผู้รับรองความถูกต้องของข้อมูลนั้น ๆ เอง
- การยืนยันตัวตน: ก่อนจะบันทึกข้อมูลได้ ผู้รายงานต้องผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนที่ต้องระบุข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล วันเกิด เลขบัตรประชาชน และชื่อบิดา-มารดาของผู้รายงาน ซึ่งระบบจะตรวจสอบข้อมูลกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร ของ กรมการปกครอง เพื่อยืนยันว่าผู้รายงานมีตัวตนจริง
- การบันทึกข้อมูล: เมื่อยืนยันตัวตนสำเร็จ ผู้รายงานจะสามารถบันทึกข้อมูลการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์เข้าระบบได้ทันที เพื่อให้สาธารณชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
กระบวนการตรวจสอบและสอบทาน
ก.ล.ต. จะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบข้อมูลที่ไหลเข้ามาในระบบเสมอ โดยใช้ฐานข้อมูลจากบุคคลที่สาม (Third Party) ที่เชื่อถือได้มาตรวจสอบยัน (Cross-check) เช่น นายทะเบียนหลักทรัพย์ (TSD), บริษัทจดทะเบียน หรือตลาดหลักทรัพย์ฯ
หากพบความไม่ปกติหรือมีข้อสงสัย ก.ล.ต. จะดำเนินการตามโปรโตคอลการแจ้งเตือน ดังนี้
- หากพบข้อสังเกตหรือข้อมูลยังไม่ครบถ้วน ก.ล.ต. จะขึ้นสถานะว่าเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” เพื่อเตือนผู้ใช้ข้อมูลว่ารายการนี้อยู่ระหว่างการสอบถาม
- หากข้อมูลมีความผิดปกติที่ต้องลงรายละเอียดเชิงลึก ก.ล.ต. จะยกระดับการแจ้งเตือนเป็นสถานะ “อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง”
- ในระหว่างนี้ ก.ล.ต. จะประสานไปยังผู้ยื่นรายงานเพื่อให้ชี้แจง หรือตรวจสอบความถูกต้องกับแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่น่าเชื่อถือได้
การดำเนินการเมื่อพบข้อมูลไม่ถูกต้อง
- การถอดข้อมูลออกจากระบบ: เมื่อ ก.ล.ต. ตรวจสอบยันกับแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น สอบถามไปยังบริษัทจดทะเบียนแล้วพบว่าไม่มีรายการนั้นจริง และยืนยันได้ว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง ก.ล.ต. จะดำเนินการถอดรายงานออกจากระบบทันที
- การบังคับใช้กฎหมาย: หากพบว่าผู้รายงานมีเจตนาทุจริต หรือนำเข้าข้อมูลเท็จเพื่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญต่อ ก.ล.ต. จะเข้าสู่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
จะเห็นได้ว่า ระบบการรายงาน 246-2 ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ใช้หลักการเดียวกับในต่างประเทศ ถูกออกแบบมาเพื่อให้ข้อมูลไปถึงนักลงทุนรวดเร็ว และมาตรวจสอบหลังจากข้อมูลเผยแพร่ไปแล้ว ได้กลายเป็น “จุดอ่อนหรือช่องโหว่”
คงต้องชั่งน้ำหนักว่าการตรวจสอบข้อมูลก่อนการเผยแพร่ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง แม้ต้องแลกกับความล่าช้าในการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณชนจะคุ้มค่าต่อความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทยหรือไม่?







