posttoday

รัฐบาลอนุทินเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต น้ำท่วม-การเมืองระอุ

30 พฤศจิกายน 2568

รัฐบาลอนุทินเผชิญแรงกดดั ทั้งวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ศึกการเมืองเสี่ยงซักฟอก-ยุบสภา ขณะที่พรก.ฉุกเฉิน-มาตรการเศรษฐกิจเร่งอัดเต็มกำลังเพื่อรักษาเสถียรภาพ

KEY

POINTS

  • รัฐบาลกำลังเผชิญวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 300 ปี ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
  • สถานการณ์การเมืองทวีความตึงเครียดจากการที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรี
  • รัฐบาลรับมือวิกฤตซ้อนด้วยการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินเพื่อจัดการน้ำท่วม และเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเดินหน้าอยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี เมื่อประเทศต้องเผชิญกับภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งด้านภัยพิบัติที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชนและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบอบรัฐสภาไทย

มหาอุทกภัยภาคใต้: วิกฤตที่ท้าทายศักยภาพรัฐ

ภาคใต้ของไทยกำลังเผชิญ อุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 300 ปี โดยมีฝนตกหนักสะสมในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น อำเภอหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา ก่อนลุกลามสู่จังหวัดอื่นในพื้นที่ลุ่มน้ำสายสำคัญ

ภัยพิบัติครั้งนี้กระทบพื้นที่กว่า 10 จังหวัด ครอบคลุม 92 อำเภอ 581 ตำบล 4,116 หมู่บ้าน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนกว่า 1.91 ล้านคน หรือ 719,000 ครัวเรือน ขณะที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจประเมินอยู่ที่ 1,000–1,500 ล้านบาทต่อวัน และอาจแตะระดับ หมื่นล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อครบหนึ่งเดือน

ภาคใต้ถือเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญด้านการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน การหยุดชะงักของระบบสาธารณูปโภค การคมนาคม ไฟฟ้า และน้ำสะอาด ส่งผลให้แรงกดดันทางสังคมและเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ
 

รัฐบาลอนุทินเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต น้ำท่วม-การเมืองระอุ

รัฐบาลใต้แรงกดดัน: พรก.ฉุกเฉินและการรวมศูนย์อำนาจ

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่รุนแรง รัฐบาลตัดสินใจใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก.ฉุกเฉิน) ซึ่งทำให้มีการโอนอำนาจตามกฎหมายกว่า 38 ฉบับ มาสู่นายกรัฐมนตรีโดยตรง ตั้งแต่การบริหารกำลังทหาร การสั่งการหน่วยงานพลเรือน ตลอดจนการจัดการด้านแรงงานและคนต่างด้าว

การใช้กฎหมายฉุกเฉินครั้งนี้สะท้อนว่า วิกฤตน้ำท่วมถูกจัดเป็นวาระแห่งชาติเร่งด่วน ซึ่งฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการระดมทรัพยากรและลดขั้นตอนราชการ ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์ชี้ว่าเป็นสัญญาณของความล่าช้าในการเตรียมพร้อมและระบบประสานงานที่ไร้เอกภาพ

รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยาเร่งด่วน ได้แก่

จ่ายเงินช่วยเหลือ 9,000 บาทต่อครัวเรือน

หากพื้นที่ท่วมขัง 121 วันขึ้นไป เพิ่มเงินเยียวยา 20,000 บาท

การสั่งการให้สถาบันการเงินรัฐและเอกชนออกมาตรการพักหนี้และสินเชื่อช่วยเหลือ

แต่เสียงสะท้อนจากพื้นที่บางส่วนยังตั้งคำถามว่า มาตรการมาไม่ทันเวลา และ ระบบเตือนภัยไร้ประสิทธิภาพ

รัฐบาลอนุทินเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต น้ำท่วม-การเมืองระอุ

ศึกการเมืองคู่ขนาน: ความเสี่ยงซักฟอก–ยุบสภา

ท่ามกลางการจัดการภัยพิบัติ สถานการณ์การเมืองก็กำลังดุเดือด โดยเฉพาะเมื่อเข้าใกล้การประชุมสภาวิสามัญ 10–11 ธันวาคม เพื่อพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 และ 3 ตามข้อตกลง MOA ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งผลักดันเพื่อรักษาความร่วมมือกับฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง

ความเสี่ยงสำคัญคือ ฝ่ายค้านมีแนวโน้มยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบรายบุคคล (มาตรา 151) ซึ่งต้องมีรายชื่อของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลักหลายคน ซึ่งหากญัตติถูกยื่น นายกรัฐมนตรีจะ หมดสิทธิ์ยุบสภา ตามรัฐธรรมนูญทันที

นายอนุทินเคยประกาศจุดยืนชัดเจนว่า
“คุณยื่น เรายุบ”
ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า รัฐบาลอาจตัดสินใจยุบสภาก่อนการซักฟอก โดยวันที่ถูกจับตาหนักที่สุดคือ 11 ธันวาคม หลังปิดประชุมสภา

ทั้งนี้ หากปล่อยให้การอภิปรายเดินหน้า ความเสี่ยงแตกขั้วในพันธมิตรทางการเมืองอาจเกิดขึ้น และนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากรายชื่อแคนดิเดตที่เหลืออยู่

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่: กลยุทธ์ประคองความเชื่อมั่น

เพื่อรับมือทั้งสองสมรภูมิ รัฐบาลเตรียมออกมาตรการเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในการประชุม ครม. 9 ธันวาคม ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ยาหม้อชุดใหญ่” เพื่อบรรเทาความไม่พอใจและฟื้นความเชื่อมั่น

มาตรการสำคัญที่คาดว่าจะประกาศ ได้แก่

  • ค่าโดยสารรถไฟฟ้า สูงสุด 40 บาท
  • ลดหย่อนภาษีติดตั้ง โซลาร์ครัวเรือนสูงสุด 200,000 บาทถึงปี 2571
  • มาตรการลดค่าครองชีพและช่วยเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัย

มีรายงานภายในว่า พรรคภูมิใจไทยได้แจ้งให้ สส. และสมาชิกเตรียมความพร้อมรับทุกสถานการณ์ รวมถึงความเป็นไปได้ของการยุบสภาอย่างกะทันหัน

บทสรุป: เส้นบางของเสถียรภาพ

รัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์ซับซ้อนทั้งด้านการจัดการภัยพิบัติที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก และการแข่งขันทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของอำนาจรัฐ

หากการบริหารจัดการน้ำท่วมและการเยียวยาประชาชนไม่บรรลุผลทันการณ์ แรงสะเทือนทางสังคมอาจกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

และช่วง 10–12 ธันวาคม จะเป็นจุดชี้ชะตาที่ตัดสินว่า
ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อด้วยรัฐบาลเดิม หรือเปิดฉากการเมืองหน้าใหม่

ที่มาประกอบ : เนชั่นสุดสัปดาห์ 
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

ข่าวล่าสุด

นายกฯอนุทิน - ประธานฉาย บุนนาคร่วมฉลองความสัมพันธ์170ปีอังกฤษ-ไทย