"ดร.ณัฏฐ์"ผ่าปม"พยานกลับคำให้การ”เกมการเมือง เขย่าคดีฮั้วสว.
นักกฎหมายมหาชนชี้ พยานกลับคำให้การเป็นเพียงเกมการเมือง เจตนาเขย่าน้ำหนักพยาน แต่ไม่ล้มโครงคดีฮั้ว สว.ได้ เพราะ กกต.–ดีเอสไอใช้อำนาจแยกกันชัดเจน
KEY
POINTS
- การกลับคำให้การของพยานถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองเพื่อสั่นคลอนคดี แต่ในทางกฎหมายมีน้ำหนักน้อยกว่าคำให้การเดิม และทำให้พยานมีความน่าเชื่อถือลดลง
- คดีฮั้ว สว. จะไม่ล้ม เพราะการสอบสวนของ กกต. (คดีทุจริตเลือกตั้ง) และดีเอสไอ (คดีฟอกเงิน) เป็นคนละส่วนกัน ผลของคดีหนึ่งไม่ผูกพันอีกคดีหนึ่ง
- จุดชี้ขาดของคดีอยู่ที่มติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจะพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมด ไม่ใช่แค่คำให้การของพยานที่กลับคำเพียงปากเดียว
“พยานกลับคำให้การ” เกมเขย่าโครงคดีฮั้ว สว. แต่ไม่ล้มคดี
ในวันที่ความเข้มข้นของคดีฮั้วเลือก ส.ว. กำลังเดินหน้าไปสู่จุดชี้ขาด การปรากฏตัวของพยานบางปากที่ “กลับคำให้การ” ในชั้นสอบสวนดีเอสไอ กลับกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหม่ ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าแผนนี้คือกลยุทธ์ทางการเมืองหรือไม่ และจะทำให้คดี “ล้มทั้งยวง” ได้จริงหรือไม่
ดร.ณัฏฐ์ – ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ออกมาฉายภาพเพื่อประโยชน์สาธารณะว่า ปมทั้งหมดต้องเริ่มจากการเข้าใจ “ระบบสอบสวน–ไต่สวน” ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงระหว่าง ดีเอสไอ กับ กกต. และเป็น “หัวใจ” ว่าการกลับคำให้การนี้ ไม่ได้ทำให้คดีล้ม อย่างที่ถูกจุดกระแส
ดีเอสไอ–กกต. คนละสนาม คนละกฎหมาย คนละศาล
ดร.ณัฏฐ์อธิบายว่า คดีฮั้ว ส.ว. อยู่ในมือสองหน่วยงานแยกกันอย่างเด็ดขาด
- ดีเอสไอ – ทำคดีฟอกเงิน ใช้ระบบ “กล่าวหา” ส่งท้ายไปสู่ศาลอาญา
- กกต. – ทำคดีทุจริตเลือก ส.ว. ใช้ระบบ “ไต่สวน” ส่งขึ้น ศาลฎีกา
ดังนั้นผลในคดีหนึ่ง ไม่ผูกพันอีกคดี และไม่มีบทบัญญัติใดให้ กกต. ต้องยึดผลสอบสวนของดีเอสไอมาเป็นตัวตั้ง
กล่าวง่าย ๆ คือ
คดีฮั้ว สว. ใช้สำนวน กกต. เป็นตัวตัดสินหลัก
ส่วนคดีฟอกเงิน คือภารกิจของดีเอสไอคนละม้วนกับการเมืองเลือก สว.
พยานกลับคำให้การ: เกมการเมืองน้ำหนักบางเบา
พยานรายที่ถูกกันไว้เป็นพยาน แต่ภายหลัง “กลับคำให้การ” อ้างว่าถูกบังคับให้ท่องบทโจมตีพรรคการเมืองหนึ่ง ทำให้เรื่องนี้ถูกโยงเข้ากับเกมอำนาจทางการเมืองทันที
แต่ดร.ณัฏฐ์ชี้ชัดว่าหากอ้างว่า “ถูกขู่เข็ญ” ต้องมาจากเจ้าหน้าที่สอบสวน ไม่ใช่บุคคลภายนอกการกลับคำหลังการเมืองเปลี่ยนขั้ว น้ำหนักลดลงมาก
ถ้อยคำแรกที่ให้ต่อเจ้าพนักงาน “ย่อมมีน้ำหนักกว่า” ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาและที่สำคัญพยานที่กลับคำให้การ คือ “พยานปฏิปักษ์”
อัยการสามารถใช้ “คำถามนำ” เพื่อทลายความน่าเชื่อถือได้เต็มที่จึงทำให้ผลกระทบต่อรูปคดีจริง น้อยกว่าที่สังคมคิด
ความพยายาม “เป่าคดี” ผ่านการยื่นเรื่องกกต.
กลยุทธ์อีกชั้นคือการใช้พยานปากเดิมไปยื่นเรื่องต่อประธาน กกต. เพื่อขอสอบเพิ่ม โดยหวัง “ตีรวน” ให้อนุกรรมการชุดที่ 36 รับฟังว่ามีความน่าเชื่อถือลดลง และทำให้มติชี้ขาดมีโอกาส “อ่อนแรง”
แต่ดร.ณัฏฐ์เตือนว่า แม้จะเป็นเทคนิคที่ใช้ได้ในทางปฏิบัติแต่หากพยานมีลักษณะไม่น่าเชื่อถือแต่แรกก็ไม่ทำให้น้ำหนักคดีเปลี่ยนได้ง่ายเพราะ กกต. พิจารณาจากพยานหลักฐานรวม มิใช่เพียงปากเดียว
ปลายทางคดี: ชี้ชะตาที่ กกต.
คดีฮั้ว ส.ว. มีผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ขณะนี้อยู่ในกระบวนการกลั่นกรองสำนวน ก่อนส่งขึ้นที่ประชุมใหญ่ กกต. ซึ่งเป็น “ด่านสุดท้าย” ของคดีเลือกตั้ง
หาก กกต. วินิจฉัยว่า “ผิด”
- ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง–สมัครเลือกตั้ง
- เข้าข่ายฟอกเงินโดยอัตโนมัติ
- ถูกส่งเรื่องให้ ปปง. ยึดทรัพย์
- ก่อนจะโดนดีเอสไอตามอีกยกในคดีอาญา
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเมืองจึงพยายามสั่นสะเทือนน้ำหนักพยาน เพราะ จุดตัดสินคดีอยู่ที่ กกต. ไม่ใช่ดีเอสไอ
บทสรุป
พยานกลับคำให้การอาจสร้าง “เสียงดัง” ทางการเมือง แต่ในสนามกฎหมายแล้ว
- น้ำหนักพยานลดลง
- แนวคำพิพากษาศาลฎีกาไม่เอื้อ
โครงสร้างคดีของ กกต.–ดีเอสไอ ยังคงเดินคนละทางไม่ทำให้คดีล้มได้ตามที่หลายฝ่ายพยายามสร้างกระแส
คดีฮั้ว ส.ว. จึงยังต้องวัดผลที่ มติ กกต. เป็นหลัก และแม้จะมีเกมเขย่าคดีมากเพียงใด ท้ายที่สุดข้อเท็จจริงในสำนวนต่างหากที่จะเป็นตัวชี้ชะตา 229 ผู้ถูกกล่าวหาในคดีใหญ่ของการเมืองไทยครั้งนี้.


