ดร.ณัฏฐ์ ชี้ปมยุบพรรคประชาชนเงินเทาพิสูจน์ยาก กกต.อายัดไม่ได้
นักกฎหมายมหาชนชำแหละคดีเงินเทา พรรคประชาชน ชี้ออกเงินค่าสมาชิกแทนกันผิดกฎหมาย มีโทษอาญา-ตัดสิทธิการเมือง แต่พิสูจน์ยาก กกต.อายัดบัญชีพรรคไม่ได้
KEY
POINTS
- ดร.ณัฏฐ์ ชี้ว่าการจ่ายค่าสมาชิกพรรคแทนกันเป็นความผิดตามกฎหมายพรรคการเมือง แต่การพิสูจน์ที่มาของเงินเพื่อยุบพรรคทำได้ยาก
- กกต. ไม่มีอำนาจโดยตรงในการอายัดบัญชีของพรรคการเมือง เว้นแต่จะมีหลักฐานชัดเจนว่าพรรครู้เห็นกับการรับเงินที่ผิดกฎหมาย
- เงื่อนไขการยุบพรรคมีมาตรฐานสูง ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้บริหารพรรค “รู้หรือควรจะรู้” ว่าเงินนั้นมาจากแหล่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย
สืบเนื่องจากกรณีนายทันกวินท์ รัฐวัฒน์อังกูร สมาชิกพรรคกล้าธรรม ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ขอให้อายัดบัญชีของพรรคประชาชน (ปชน.) โดยอ้างว่า เงินค่าสมัครสมาชิกพรรคได้มาโดยมิชอบ เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรคกล้าธรรม ออกมาสนับสนุนคำร้องดังกล่าว จนนำไปสู่กระแสสังคมตั้งคำถามว่า กกต.มีอำนาจอายัดบัญชีหรือยุบพรรคประชาชนได้หรือไม่
ล่าสุดดร.ณัฏฐ์ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นว่า การชำระค่าบำรุงพรรคแทนกันถือเป็นความผิดตาม มาตรา 31 ประกอบมาตรา 109 แห่ง พ.ร.ป.พรรคการเมือง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี เพราะกฎหมายห้ามจูงใจประชาชนให้สมัครสมาชิกด้วยการจ่ายเงินแทน
ดร.ณัฏฐ์อธิบายว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายพรรคการเมือง ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของพรรคผ่านการชำระค่าบำรุงเอง เพื่อป้องกันการครอบงำโดยนายทุน ดังนั้น หากพรรคหรือสมาชิกพรรคออกเงินแทน ถือว่าฝ่าฝืนเจตนารมณ์ดังกล่าว
ในประเด็นที่มีการตั้งผู้ช่วย สส.โดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไข หากผู้ช่วยได้รับค่าตอบแทนจากรัฐแล้วโอนเงินให้พรรค ถือเป็นการออกเงินแทนการสมัครสมาชิก ย่อมเข้าข่ายผิดกฎหมายเช่นกัน แต่หากเป็นการโอนเข้าบัญชีบริจาค ต้องมีการรายงานต่อ กกต.ตามมาตรา 65 มิฉะนั้นอาจถูกปรับตามมาตรา 122
อย่างไรก็ตาม การจะยุบพรรคได้ ต้องพิสูจน์ได้ว่าผู้บริหารพรรค “รู้หรือควรจะรู้” ว่าเงินที่ได้รับมานั้นมาจากแหล่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 72 และ 126 ซึ่งเป็นเรื่องยากในทางพยานหลักฐาน
ดร.ณัฏฐ์ย้ำว่า พรรคการเมืองเป็นนิติบุคคล กกต.หรือ ปปง. ไม่มีอำนาจอายัดบัญชีพรรค เว้นแต่มีหลักฐานชัดว่าพรรคมีส่วนรู้เห็นกับการรับเงินที่มิชอบ โดยเปรียบเทียบกรณีตัวอย่างในอดีต เช่น คดียุบพรรคภูมิใจไทย ที่นายทะเบียน กกต.เคยยกคำร้องเพราะผู้ร้องไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าพรรค “รู้หรือควรจะรู้” ถึงที่มาของเงินบริจาค
สรุปว่า ปมเงินค่าสมาชิกพรรค ปชน.ที่ถูกกล่าวหา แม้มีพฤติการณ์เข้าข่ายฝ่าฝืน แต่การยุบพรรคต้องอาศัยพยานหลักฐานชัดเจนและการไต่สวนของ กกต. หากพิสูจน์ไม่ได้ว่า พรรคเกี่ยวข้องโดยตรง คำร้องย่อมตกไป ไม่ถึงขั้นอายัดบัญชีหรือยุบพรรค.


