
นายกฯยันโต้เขมรตามหลักสากล
นายกฯยันเขมรยิงไทยก่อนโต้กลับเฉพาะพื้นที่ทหารไม่แปลกใจพธม.ระดับขับไล่ วอนประชาชนใจกว้างรับฟังข้อมูลทุกด้าน กองทัพกับกระทรวงการต่างสถานการณ์กำลังกู้สถานการณ์
นายกฯยันเขมรยิงไทยก่อนโต้กลับเฉพาะพื้นที่ทหารไม่แปลกใจพธม.ระดับขับไล่ วอนประชาชนใจกว้างรับฟังข้อมูลทุกด้าน กองทัพกับกระทรวงการต่างสถานการณ์กำลังกู้สถานการณ์
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทย กับทหารกัมพูชา ที่แนวชายแดน ผ่านรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ว่า เป็นไปตามที่ผบ.ทบ.และโฆษกทบ.ได้เรียกลำดับเหตุการณ์ สรุปว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ยิงโจมตีไทยก่อน ฝ่ายไทยได้ยิงตอบโต้เข้าไปในพื้นที่เป้าหมายทางการทหารของกัมพูชาทั้งสิ้น ไม่มีการโจมตีจุดของพลเรือน ซึ่งเป็นไปตามหลักสากล และกฏบัตรของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ ยืนยันว่า ไทยไม่เคยคิดไปรุกราน หรือรุกล้ำประเทศเพื่อนบ้านก่อน และการตอบโต้ทางทหารก็ได้กระทำไปตามสมควรแก่เหตุการณ์เท่านั้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ปะทะกันช่วง2-3วันที่ผ่านมา แสดงให้เห็นแล้วว่า รัฐบาลไม่เคยละเลยต่อการปกป้องอธิปไตยประเทศ ดังนั้น เหตุที่เกิดกับผลที่ออกมา ไม่ได้เป็นไปอย่างที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ออกมากล่าวหา และยกระดับขับไล่ เนื่องจากรัฐบาลได้สนับสนุนการปฎิบัติงานของกองทัพอย่างเต็มที่ ในการรักษาสิทธิของประเทศ ตามแนวทางที่พึงกระทำ และตามกติกาสากล
อย่างก็ตาม นายกฯ กล่าวต่อว่า ไม่รู้สึกแปลกใจกับการที่ทางกลุ่มพธม.ยกระดับขึ้นมาขับไล่รัฐบาล เพราะคาดการณ์เอาไว้นับตั้งแต่ตั้งการไม่คุยเจรจา แต่อยากย้ำว่า ขอพี่น้องให้ประชาชน เปิดใจกว้างรับฟังข้อมูลทุกด้าน โดยเฉพาะข้อมูลที่มีการนำเสนอบนเวทีของพธม. เพราะทำให้พี่น้องมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า รัฐบาลนี้ไม่ยึดผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งอยากจะชี้ให้เห็นง่ายๆ และชัดเจนว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญ เรื่องการรักษาอธิปไตยของประเทศ
เรื่องแรกคือการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารของกัมพูชา ขึ้นเป็นมรดกโลก ซึ่งรัฐบาลนี้ถือเป็นรัฐบาลแรกที่ได้ออกไปเดินสายคัดค้าน และชี้แจงถึงความไม่ปกติสมบูรณ์ของแผนที่ ต่อประเทศภาคีสมาชิกทั่วโลก ทำให้ตลอด2ปีที่ผ่านมาไทยถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะกัมพูชายังไม่สามารถเสนอแผนบริหารจัดการได้ เนื่องจากไทยไม่ยอมรับในแผนที่ 1:2 แสน ที่มีมีปัญหาการจัดทำหลักเขตแดน
เรื่องที่สอง กรณีกลุ่มพธม.เรียกร้องให้มีการยกเลิกเอ็มโอยู 43นั้นมีประโยชน์ต่อประเทศไทยจริงหรือไม่ เพราะหากมีการยกเลิกก็เห็นว่าจะเป็นอันตราย มีความเสี่ยงให้เกิดความสูญเสีย เพราะการถอนตัวเท่ากับปล่อยให้ประเทศต่างๆที่เป็นภาคีสมาชิกมรดกโลก รับฟังความจากกัมพูชาฝ่ายเดียว และหากได้รับความเห็นชอบเข้าไปบริหารจัดการพื้นที่ ก็เท่ากับผลักให้ประเทศสมาชิกเหล่านั้นเกลับมาเป็นปฎิปักษ์ต่อไทย ซึ่งคงยอมไม่ได้ให้เกิดการเสียเปรียบ ดังนั้น การถอนตัวไม่เป็นประโยชน์
"เวลานี้ สถานการณ์ชายแดนยังสุ่มเสี่ยง เราควรหันมาสนับสนุนกองทัพให้ปฎิบัติงานอย่างเต็มที่ในการรักษาอธิปไตยของประเทศ เราคนไทยมีหน้าที่รวมพลังสามัคคี ไม่ควรใช้เวลานี้ มาเล่นการเมืองกัน" นายกรัฐมนตรี กล่าว และย้ำว่า ขณะนี้กองทัพ และกระทรวงการต่างประเทศ กำลังอยู่ระหว่างแก้ไขสถานการณ์ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ







