
พธม.อ่อนแรงกระสุนด้านยกระดับไร้ผล
ก้าวเข้าสู่วันที่ 7 ของการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ยังปักหลักเรียกร้องให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งแก้ปัญหาในพื้นที่พิพาทไทยกัมพูชา
ก้าวเข้าสู่วันที่ 7 ของการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ยังปักหลักเรียกร้องให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งแก้ปัญหาในพื้นที่พิพาทไทยกัมพูชา
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ก้าวเข้าสู่วันที่ 7 ของการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ยังปักหลักเรียกร้องให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งแก้ปัญหาในพื้นที่พิพาทไทยกัมพูชา
ณ เวลาเดียวกัน ที่ชายแดนไทยกัมพูชา กลับร้อนระอุ ตึงเครียด กองทัพของสองประเทศเสริมกำลังรบชุดใหญ่
คงพูดได้ว่า “คนไทยแตกสามัคคี” “พธม.รัฐบาล” เดินคนละทาง ทั้งที่ควรผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวเพื่อแก้ปัญหาไทยกัมพูชา จึงเป็นโอกาสที่ ฮุนเซน นายกฯ กัมพูชา อาศัยจังหวะที่ประเทศไทยอ่อนแอ คอยเสี้ยมให้แตกแยกขึ้น
หากดูการชุมนุมของ พธม.ครั้งนี้ เทียบกับการชุมนุมหน้ารัฐสภาค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่มีผู้ชุมนุมหลักร้อยก็คงไม่เสียหน้ามากนัก โดยฝ่ายความมั่นคงให้ยอดผู้ชุมนุม 2 กลุ่ม อยู่ที่หลัก 2,000-3,000 คน
พธม.ตั้งเวทีหลักอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ มีกองทัพธรรมเป็นกำลังหลัก แยกเป็น กลุ่มสันติอโศก ชุมนุมหินผาป่าน้ำ และกลุ่มทะเลธรรม รวมกำลังโดยเฉลี่ย 1,000 คน มีหน้าที่ดูแลอาหาร ปากท้องของผู้ร่วมการชุมนุม แต่วันเสาร์อาทิตย์จะมีผู้ชุมนุมจากเหล่าพ่อยก แม่ยกเพิ่มขึ้นในหลักพัน กลุ่มนี้มี “เอเอสทีวี” เป็นกระบอกเสียง
อีกกลุ่ม เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติตั้งเวทีที่สะพานชมัยมรุเชฐ นำโดย ไชยวัฒน์สินสุวงศ์ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน มีกำลังประมาณ 500 คน มีช่องเอฟเอ็มทีวีเป็นกระบอกเสียง
ด้วยจำนวนมวลชนที่ไม่มาก ทำให้ม็อบอ่อนแรง ไม่มีพลังกดดันรัฐบาล...ขณะที่แกนนำบางส่วนเห็นว่า การชูประเด็นเสียดินแดนยังไม่แหลมคมเท่ากับ ไล่ระบอบทักษิณ เพราะเป็นเรื่องชาตินิยมล้าหลัง จึงมีแต่ผู้สูงวัยเท่านั้นที่เข้าร่วม ไม่สามารถขยายมวลชนไปยังกลุ่มนักศึกษา คนทำงาน เหมือนช่วงเหลืองจ๋าได้
ยุทธศาสตร์การชุมนุม แกนนำประกาศชัดว่าจะยืดเยื้อจนกว่า “อภิสิทธิ์” จะทำตามข้อเรียกร้อง 3 ข้อ 1.ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 2.ประเทศไทยถอนตัวจากคณะกรรมการมรดกโลก 3.ขับไล่คนกัมพูชาที่เข้ามาตั้งชุมชนในพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา
แต่ทั้ง “อภิสิทธิ์” และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประสานเสียงเข้มว่า ไม่มีทางเป็นได้ หากทำตาม 3 ข้อ ก็เข้าเกมที่กัมพูชาขุดบ่อล่อไว้ และจะพาประเทศเข้าสู่ภาวะสู้รบเต็มรูปแบบ
พร้อมตอบโต้ว่า เป้าหมายของ พธม.ไม่ใช่เรื่องเอ็มโอยู แต่เป็นการขับไล่รัฐบาล เหมือนข้อเสนอที่ไม่ต้องการคำตอบ เพราะรู้ว่าทำให้ไม่ได้
น่าคิดว่าแท้จริงแล้วเป้าหมายของ พธม. ครั้งนี้คืออะไรกันแน่?
บรรยากาศการชุมนุมรอบนี้แม้จะมีมวลชนน้อย แต่ก็เรียกได้ว่ารุนแรง ก้าวร้าว แทบไม่ต่างจากการชุมนุมขับไล่ระบอบทักษิณในช่วงปี 2549-2551 ต่างกันก็เพียงเปลี่ยนชื่อผู้ถูกขับไล่ จาก ทักษิณ ชินวัตร สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาเป็น คนชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
เป็นท่าทีที่แตกหักกับ “อภิสิทธิ์” และประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง!
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทั้งประชาธิปัตย์และพธม. เป็นแนวร่วมขับไล่ระบอบทักษิณ แต่นาทีนี้ พธม.มองว่าถูกประชาธิปัตย์ทรยศ เหตุที่ “อภิสิทธิ์” ได้เป็นนายกฯ ส่วนหนึ่งเพราะมีพธม.เป็นผู้เบิกทางให้ ด้วยการไล่รัฐบาลนอมินี 193 วัน แต่ “อภิสิทธิ์” กลับไม่ให้ความสำคัญกับ พธม.
หนำซ้ำ “สุเทพ” ยังไปสวามิภักดิ์กับ “เนวิน ชิดชอบ” แกนนำพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นคู่อริกับ พธม.
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบ่มเพาะมาเป็นเวลานาน พธม. มองว่า ระบอบทักษิณกลับมาฟื้นคืนชีพไม่ได้แล้ว แต่กำลังเกิด “ระบอบเนวิน” ใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ซึ่งเลวร้ายไม่ต่างกัน
จน “สนธิ ลิ้มทองกุล” ประกาศว่า อภิสิทธิ์ คือ ทักษิณ 2
ขณะที่ “พรรคการเมืองใหม่” ของ พธม.ที่กำลังตั้งลำ ดูจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมวลชนของ พธม.ล้วนแต่เป็นมวลชนตัวจริงของประชาธิปัตย์เกือบทั้งหมด ผลการเลือกตั้ง สก. สข. ที่ผ่านมา พรรคการเมืองใหม่ก็ไม่สามารถเอาชนะประชาธิปัตย์ได้แม้แต่ที่นั่งเดียว
คู่แข่งที่สำคัญที่สุดของพรรคการเมืองใหม่ จึงไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นประชาธิปัตย์ ทำให้พรรคการเมืองใหม่ต้องหา “จุดขาย” เพื่อสร้างมวลชนที่แท้จริงของตัวเองให้ได้ เพราะจุดขายเดิมที่ขับไล่ระบอบทักษิณ ใช้ไม่ได้อีกต่อไป การปลุกกระแสคลั่งชาติกับปัญหาพิพาทไทยกัมพูชา จึงเป็นวาระใหม่หลังระบอบทักษิณ
ประเด็นที่ถล่มรัฐบาล เรื่องการเพิกเฉยไม่ปกป้องอธิปไตย ปล่อยให้แผ่นดินไทยถูกกัมพูชารุกล้ำ เป็นเรื่องที่ปลุกกระแสง่าย โดยเฉพาะการจับกุม 7 คนไทยในพื้นที่พิพาท เรื่อยไปถึงการปักป้ายของกัมพูชาบนเขาพระวิหารว่า “ประเทศไทยบุกรุกและนี่คือกัมพูชา” แม้กัมพูชายอมทุบป้าย เพราะแม่ทัพภาคที่ 2 บุกไปกดดัน แต่กัมพูชาก็เล่นแร่แปรธาตุปักธงเขมรขึ้นแทน
พธม.ขยายความว่า เหตุที่รัฐบาลโอนอ่อนกับกัมพูชา เพราะเกรงใจกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มทุน กลุ่มการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาล เพราะพื้นที่การค้าชายแดนไทยกัมพูชา เป็นแหล่งของผลประโยชน์มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง บ่อนการพนัน การค้าของเถื่อน การค้าอาวุธ รวมถึงผลประโยชน์แหล่งก๊าซธรรมชาติทางทะเลในเขตพิพาท
6 วันของการชุมนุม รัฐบาลกับ พธม.เหมือน น้ำกับน้ำมัน รัฐบาลยอมได้แค่การเจรจาเปิดโต๊ะผ่านเวทีสาธารณะเพื่อปรับความเข้าใจร่วมกัน แต่แกนนำ พธม.ยังเล่นตัว
จนถึงนาทีนี้ยังคาดเดาไม่ได้ว่า การชุมนุมพธม.จะลงเอยอย่างไร จะรบยืดเยื้อจนกว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ ทว่า คนอย่าง “สนธิ-จำลอง” เมื่อตั้งลำแล้ว ถอยไม่ได้ การยกระดับการชุมนุมจึงต้องเกิดขึ้นแน่ ตามเกมที่ “มหาจำลอง” ขู่มาตลอดว่า อาจบุกหรือปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล
แต่นี่อาจเป็นเกมลับ ลวง พราง เพราะหากบุกทำเนียบฯ แกนนำก็จะมีความผิดซ้ำจากคดีก่อนหน้านี้ อีกด้านจะเป็นการเร่งให้กระบวนยุติธรรมที่สอบสวนคดีเก่ากับแกนนำเร็วขึ้นซึ่งวันนี้ยังไม่คืบหน้าเมื่อเทียบกับคดีก่อการร้ายของแกนนำม็อบเสื้อแดง
จุดที่ต้องติดตาม คือ การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 กับสูตรระบบเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 11 ก.พ. ซึ่งเป็นสิ่งที่ พธม.เคยคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงอาจปัดฝุ่นขยายข้อเรียกร้องเพิ่มเติมมาปิดล้อมสภา ซ้ำรอยเหมือนเหตุการณ์ 7 ตุลา 2551 ก็เป็นได้
ทั้งหมดน่าคิดว่า เมื่อข้อเรียกร้องของ พธม. รัฐบาลไม่ยอมอ่อนข้อแน่ แท้ที่จริงแล้วเป้าหมายของการออกมาชุมนุมครั้งนี้ เป็นเพียงประเด็นบังหน้าหรือไม่ หรือเป้าหมายหลัก คือ ต้องการล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์และไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง โดยหวังให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย อำนาจนอกระบบจะกลับเข้ามาจัดระเบียบการเมืองไทยอีกครั้ง นี่เป็นคำถามที่คนในสังคมแคลงใจอยู่
ขนาด “มหาจำลอง” ก็ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธต่อข่าวปฏิวัติ บอกเพียงว่า “เราไม่ประเมินในเรื่องนี้ และการชุมนุมของเราก็ไม่ถือว่าเป็นการเปิดช่อง แต่ถึงแม้จะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นจริงเราก็คงห้ามเขาไม่ให้ปฏิวัติไม่ได้”







