
โลกวิกฤตอาหาร!กักตุนล้านล้านเหรียญ
รายงานของสหประชาชาติ ทั่วโลกใช้เงินมากถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซื้ออาหารไปกักตุนไว้แล้ว สำหรับครัวของโลกอย่างไทยแปลงวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสได้แค่ไหน...
รายงานของสหประชาชาติ ทั่วโลกใช้เงินมากถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซื้ออาหารไปกักตุนไว้แล้ว สำหรับครัวของโลกอย่างไทยแปลงวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสได้แค่ไหน...
เมื่อช่วงสายของวันที่ 22 พ.ย. 2553 นักเรียนจีนกว่าพันคนของโรงเรียนมัธยมปลายหมายเลข 2 ในเมืองหลิวปันฉุ่ย มณฑลกุ้ยโจว พร้อมใจกันรวมตัวที่โรงอาหาร นักเรียนเหล่านี้ไม่ได้ไปซื้อข้าวกินเหมือนทุกวัน แต่ไปเพื่อขว้างปากระจก รื้อค้นทำลายข้าวของ ท่ามกลางอารมณ์ที่คุกรุ่นจากการขึ้นค่าอาหารอีกครั้ง ต่อเนื่องจากหลายๆ ครั้งก่อนหน้านี้ แม้ว่าราคาที่ขึ้นครั้งล่าสุดจะเพิ่มเพียงแค่ไม่เกิน 50 เซนต์ต่อจาน
ขณะที่ประชาชนราว 5,000 คน ในเมืองแอลลัลลากัว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโบลิเวีย ได้เดินขบวนประท้วงราคาสินค้าที่พุ่งสูงจนเกินจะรับไหว และบานปลายไปสู่ความรุนแรงในหลายพื้นที่ ภายหลังจากที่รัฐบาลระงับการอุดหนุนราคาน้ำมันเมื่อเดือน ธ.ค. แม้รัฐบาลจะกลับลำหันมาเดินหน้านโยบายอุดหนุนในเวลาต่อมา แต่กลับไม่ช่วยให้ราคาสินค้าลดลงได้มากนักเหมือนตอนปรับขึ้น
ส่วนในทวีปแอฟริกาตอนเหนือ ชาวแอลจีเรียได้สังเวยชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 2 คน บาดเจ็บกว่า 300 คน และถูกจับกุม|อีกเกือบพันคน กับเหตุจลาจลประท้วงราคาอาหารแพงในหลายเมืองทั่วประเทศ เมื่อต้นเดือน ม.ค.นี้ ส่งผลให้ประธานาธิบดี อับเดลาซิซ บูเตฟลิกา ส่งสัญญาณเตรียมปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่เพื่อรับมือความวุ่นวาย และเตรียมออกมาตรการลดภาษีอากรนำเข้าสินค้าในกลุ่มอาหารบางประเภท
เหตุจลาจลจากข้าวปลาอาหารแพง (Food Riots) เหล่านี้ เป็นเพียงตัวอย่างชิมลางเบื้องต้นที่สะท้อนได้ดียิ่งกว่าดัชนีตัวเลขใดๆ ว่า วิกฤตการณ์อาหารโลก (World Food Crisis) ระลอกใหม่นั้นรุนแรงมากแค่ไหน
หากปัญหาข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ถูกผนึกรวมเข้ากับประเด็นการเมือง ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นการโค่นล้มผู้นำและเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ เหมือนกับที่เกิดขึ้นให้เห็นในประเทศตูนิเซียมาแล้ว
องค์การอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาอาหารโลกเมื่อเดือน ธ.ค. 2553 ส่งท้ายปีเสือ ได้พุ่งทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ และแพงแซงหน้าสถิติเดิมเมื่อปี 2541 ไปแล้ว จากปัจจัยหลักด้วยปัญหาสภาพอากาศที่เลวร้ายทั่วโลก ทั้งภาวะแล้งในรัสเซียและออสเตรเลีย ไปจนถึงภาวะ|น้ำท่วมใหญ่และฤดูมรสุมที่โหดร้ายในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และออสเตรเลียอีกเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตรของโลกในปีนี้ลดลงอย่างน่าใจหาย และถีบราคาสินค้าเกษตรเกือบทุกตัวให้พุ่งสูงทุบสถิติใหม่กันแทบจะวันเว้นวัน โดยดัชนีราคาอาหารโลกเดือน ธ.ค. 2553 ขยับเพิ่มขึ้นไปถึงเกือบ 4.2% จากเดือนก่อนหน้าไปอยู่ที่ 214.7 จุด
ขณะเดียวกันก็ยังเป็นผลพวงจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงหลังจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว โดยมีกลไกขับเคลื่อนหลักจากจีนและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ด้วย อาทิ ตัวเลขเงินเฟ้อจีนที่พุ่งถึง 5% อินเดีย 18% และบราซิล 5.9% ไม่เว้นแม้แต่ประเทศในกลุ่มยุโรป ที่เริ่มเผชิญภาวะเงินเฟ้อถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังเป็นผลจากการเก็งกำไรในตลาดสินค้าล่วงหน้า การแห่กักตุนสินค้า และปัจจัยพื้นฐานที่จำนวนประชากรทั่วโลกมีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกปีๆ
จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัญหาวิกฤตการณ์ราคาอาหารแพงจะกลับมาเป็นวาระสำคัญของบรรดาเวทีการประชุมสำคัญระดับโลกในปีนี้อีกครั้ง อาทิ เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (WEF) และการประชุมกลุ่มประเทศ จี20 ท่ามกลางการตั้งการ์ดออกมาตรการตั้งรับของแต่ละประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะมาตรการเพิ่มการนำเข้า แต่จำกัดการส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตร การระบายสินค้าจากสต๊อกของทางการ
สหประชาชาติ ประเมินว่า ในปีที่ผ่านมาทั่วโลกอาจทุ่มเงินไปอย่างน้อยถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำเข้าสินค้าเกษตรมากักตุนในช่วงราคาอาหารโลกขาขึ้น และทำให้กลุ่มประเทศที่ยากจนต้องจ่ายแพงขึ้นกว่าในปีก่อนหน้าถึงราว 20%
ทว่า เมื่อหันมามองเมืองไทย ประเทศกึ่งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ที่ประกาศลั่นจะเป็นครัวของโลก ก็มีปัญหาราคาสินค้าแพงเช่นกัน แม้รัฐบาลจะกัดฟันอุ้มน้ำมันดีเซลและก๊าซ ทั้งแอลพีจีและซีเอ็นจี (เอ็นจีวี) ซึ่งเป็นต้นทุนพลังงาน ที่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกว่าต้องตรึงไว้ เพื่อไม่ให้เป็นต้นทางสร้างผลกระทบต่อต้นทุนเชื้อเพลิงใช้ผลิต ต้นทุนค่าขนส่ง ทำให้สินค้าหรือบริการค่าโดยสารต่างๆ ใช้อ้างไปขึ้นราคา ดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นได้ แต่สินค้าเกษตรบางตัวก็สร้างความปั่นป่วนให้ไทย
เห็นได้จากน้ำมันปาล์มขวด ที่ขาดตลาดและขายราคาแพงกว่าที่รัฐกำหนดขวด (1 ลิตร) ละ 47 บาท ยังไม่นับเนื้อหมู เนื้อไก่ ส้ม เครื่องเซ่นไหว้ ที่ราคาพุ่งพรวดรับเทศกาลตรุษจีนวันที่ 3 ก.พ.นี้ ดังนั้นปัญหาระดับโลกวิกฤตอาหารแพงเช่นนี้ จะเป็น “วิกฤต” หรือ “โอกาส” ของไทย
อภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันความเป็นครัวของโลกท่ามกลางวิกฤตอาหารและพลังงานว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงทางอาหารมากเพียงพอและเหลือสำหรับการส่งออก ไทยมีพื้นที่การเกษตรประมาณ 130 ล้านไร่ จากพื้นที่ประเทศ 320 ล้านไร่ แบ่งเป็น ปลูกข้าว 57-60 ล้านไร่ ยางพาราประมาณ 14 ล้านไร่ ปาล์มน้ำมัน 4.5 ล้านไร่ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ใช้พื้นที่ปลูกรวมประมาณ 20 ล้านไร่ ที่เหลือเป็นพืช ผัก ผลไม้ พืชอื่นๆ และการเกษตรด้านปศุสัตว์ ประมง โดยสินค้าที่ไทยส่งออกมากสุดในโลก อาทิ ข้าว ปีนี้ผลิตได้ 21 ล้านตันข้าวสาร ยังสามารถแบ่งไปส่งออกได้ 10-11 ล้านตัน
ฉะนั้น ประเทศไทยจะไม่มีการฉวยโอกาสจากวิกฤตอาหาร สร้างสถานการณ์ ยกเลิกการส่งออก หรือปั่นราคาให้สินค้าเกษตรสูงเกินจริง จนส่งผลกระทบต่อราคาอาหาร โดยขาดเหตุผลของต้นทุนการผลิตอย่างแน่นอน รวมทั้งจะพยายามคุมการขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงานที่เพิ่มขึ้น จนกระทบต่อพื้นที่ปลูกพืชอาหาร แม้ว่าขณะนี้พืชพลังงานจะมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“ไทยมีนโยบายชัดเจนว่า เป้าหมายสำคัญของการผลิต คือ ไทยให้ความสำคัญกับการผลิตพืชอาหาร ก่อนการผลิตพืชพลังงาน” อภิชาต กล่าว
และนี่คือคุณธรรมในการเป็นครัวโลกของไทย ท่ามกลางวิกฤตอาหารโลกแพง รวมทั้งคนไทยเองจะได้รับประทานอาหารในราคาเป็นธรรมกับทุกฝ่าย







