posttoday
การเมืองชักใยแบ่งเค้กโทรคมฯแสนล้าน

การเมืองชักใยแบ่งเค้กโทรคมฯแสนล้าน

29 มกราคม 2554

ในที่สุดไทยก็ได้เห็นความคืบหน้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี หลังจากที่ต้องผิดหวังจากกรณีที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ไม่สามารถเปิดประมูลใบอนุญาต(ไลเซนส์) โทรศัพท์ระบบ 3จี ได้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลที่ว่า กทช.ไม่มีอำนาจออกไลเซนส์ 3จี เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ในที่สุดไทยก็ได้เห็นความคืบหน้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี หลังจากที่ต้องผิดหวังจากกรณีที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ไม่สามารถเปิดประมูลใบอนุญาต(ไลเซนส์) โทรศัพท์ระบบ 3จี ได้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลที่ว่า กทช.ไม่มีอำนาจออกไลเซนส์ 3จี เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

 

การเมืองชักใยแบ่งเค้กโทรคมฯแสนล้าน

ในส่วนของ กสทช.นั้น เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา เพิ่งแต่งตั้งให้นายจตุรงค์ ปัญญาดิลก ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานสรรหากรรมการ กสทช. โดยเปิดรับสมัครบุคคลที่มีคุณสมบัติเข้ารับสมัครคัดเลือกวันที่ 28 มี.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าอีกด้านของ 3จีในไทยขณะนี้ ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้อำนาจการเมือง โดยโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ของหน่วยงานรัฐ ทีโอที กับ กสท โทรคมนาคม ที่อยู่ใต้เงาการเมืองคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ในการชิงผลประโยชน์โทรคมนาคมกว่า 2 แสนล้านบาท โครงการเกิดได้สำเร็จในพริบตา

ไม่ว่าจะเป็นการที่กลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น เข้าไปซื้อกิจการบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือฮัทช์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CDMA ภายใต้ชื่อ “ฮัทช์” มูลค่า 6,300 ล้านบาท เมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ทำให้กลุ่มทรูฯ ที่เคยเป็น “เป็ดง่อย” ในวงการโทรคมนาคม จากสัญญาสัมปทานมือถือที่กำลังจะหมดลงในอีก 2 ปีข้างหน้า กลายเป็น “พยัคฆ์ติดปีก” เพียงชั่วข้ามคืน เพราะนั่นหมายความว่าทรูฯ เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายแรกที่จะให้บริการมือถือ 3จี

การซื้อกิจการของฮัทช์นั้นเกิดขึ้นจากการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ของเจ้าของสัมปทานอย่างบริษัท กสท โทรคมนาคม ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจา และหาช่องโหว่ต่างๆ เพื่อให้ดีลนี้สำเร็จให้ได้ ทั้งนี้เพราะกลุ่มทรูฯ นั้นหากมองให้ลึกก็คือกลุ่มซีพี ที่มีสายสัมพันธ์อย่างล้ำลึกกับพรรคประชาธิปัตย์

ที่ผ่านมา ทรูฯ เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ตกอยู่ในโซนอันตราย มาตลอดจากอายุสัมปทานที่เหลือเพียง 2 ปี และหนี้สินที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งหากมีการเปิดประมูลไลเซนส์ 3 จี ตามเส้นทางปกติ ทรูฯ จะเป็นตัวเต็ง ที่จะพลาดไลเซนส์ 3 จี แน่นอน เพราะในอีก 2 ปี ข้างหน้าไม่มีใครเชื่อว่า กสทช.จะเกิดขึ้นทัน รวมถึงหากมองเงินในกระเป๋า ทรูฯ ก็ไม่สามารถสู้กลุ่ม เอไอเอส และดีแทค อย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนั้น ทรูฯ จึงตัองหาทางลัด เพื่อให้ได้ 3 จี ในมือให้ได้

เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงได้เห็น ดีล ที่กสทฯ อุ้มสม ให้ทรูฯ ได้โครงข่าย 3 จี แบบไม่ต้องไปประมูลแข่งกับใคร ด้วยการให้เข้ามาซื้อกิจการของกลุ่มฮัทช์ ที่ให้บริการ ซีดีเอ็มเอ ให้กับ กสทฯ อยู่ก่อนหน้านี้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดย คณะกรรมการกสทฯ นั้นได้มีมติที่สร้างความช็อค ให้กับวงการโทรคมนาคมอย่างมาก ด้วยการอนุญาติให้ บริษัทฮัทช์ สามารถเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี จาก ซีดีเอ็มเอ มาเป็น HSPA หรือระบบ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม ไปแบบง่ายๆ พร้อมทั้งขยายสัญญาการทำตลาดให้กลุ่มทรูฯ ออกไปอีก 10 ปี รวมกับ สัญญาการทำตลาดที่กลุ่มฮัทช์มีอยู่ 4 ปี ทำให้ ทรูฯ มีเวลาในการทำตลาดมือถือ 3 จี นานถึง 14 ปี

มากกว่า ระยะเวลาสัมปทานมือถือ 3 จี ที่ กทช.เคยกำหนดไว้ที่ 10 ปี เสียอีก

การเข้าซื้อกิจการฮัทช์ ของทรู ครั้งนี้ คือทางลัดการก้าวเข้าสู่การให้บริการ 3 จี ได้อย่างง่ายดาย โดยที่ผู้ให้บริการรายอื่นได้แต่มองตาปริบๆ

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ มองว่า การที่ทรูฯ เข้าซื้อกิจการของฮัทช์ครั้งนี้ สมควรที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ต้องเข้ามาตรวจสอบบริษัท กสทฯ ที่เปิดทางให้กลุ่มทรูฯ เข้าซื้อบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือฮัทช์ อย่างมีเงื่อนงำและรวบรัดผิดปกติ

ทั้งนี้ เพราะการที่คณะทำงาน พนักงาน และผู้บริหาร บางส่วนออกมาคัดค้าน แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการดำเนินการบางอย่างผิดปกติ ซึ่งหาก กสทฯ โปร่งใสจริงจะต้องเปิดเผยสัญญาต่างๆ ว่าไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนจริง รวมไปถึงข้อมูลทั้งหมดเพื่อให้สาธารณชนรับทราบในทุกขั้นตอน“สิ่งที่เกิดขึ้น คือ เหตุใด กสทฯ จึงสรุปให้เอกชนรายนี้ ซึ่งน่าสังเกตว่าเป็นรายที่กำลังจะหมดอายุสัมปทาน ทั้งๆ ที่มีหลายรายแสดงความจำนงเข้ามา แสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่เป็นธรรมอย่างมาก” นายสมเกียรติ กล่าว

ขณะที่ผู้ให้บริการอีกรายอย่างเอไอเอสที่เป็นเอกชนที่รัฐบาลมองว่าเป็น “เสี้ยนหนาม” เก่าแก่ของตระกูลชินวัตร ก็กำลังถูกไล่บี้อย่างหนัก ล่าสุด นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ประธานคณะกรรมการ หรือบอร์ด บริษัท ทีโอที บอกว่า มติบอร์ดเมื่อวันที่ 28 ม.ค. มีมติให้ร่างหนังสือ 2 ฉบับส่งถึงเอไอเอส เพื่อขอให้นำเงินรวม 73,812.57 ล้านบาท พร้อมอัตราดอกเบี้ย 7.5% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% มาจ่ายให้ทีโอทีภายในวันที่ 15 ก.พ. 2554 หากเอไอเอสไม่ดำเนินการ และเพิกเฉยการชำระเงิน ทีโอทีจะดำเนินการตามกฎหมายยื่นฟ้องศาลเพื่อเรียกค่าเสียหาย ก่อนคดีจะหมดอายุความในวันที่ 26 ก.พ. 2554

ส่วนหนังสือ 2 ฉบับ แบ่งเป็นฉบับ1. ให้เอไอเอสจ่ายเงิน 36,995.63 ล้านบาท จากกรณีการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 6 ที่มีการปรับลดส่วนแบ่งรายได้บริการบัตรเติมเงิน หรือ พรีเพดเหลือ 20% ตลอดอายุสัญญา จากเดิมต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ในอัตราก้าวหน้า ปีที่ 1-5 ในอัตรา 15% ปีที่ 6-10 ในอัตรา 20% ปีที่ 11-15 ในอัตรา 25% และปีที่ 16-20 ในอัตรา 30% TOTเรียกร้องรายการนี้เป็นเงิน 29,533.50 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ในการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 7 ที่ให้เอไอเอสนำรายได้ค่าเชื่อมต่อเครือข่าย หรือ โรมมิ่ง ที่ต้องจ่ายให้ผู้บริการมือถือรายอื่น มาหักออกจากการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ที่นำส่งทีโอทีนั้น เป็นการแก้ไขสัญญาที่ไม่ชอบ ทำให้กลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น ได้รับประโยชน์ แต่ทีโอทีเสียหาย รวมเป็นเงิน 7,462.11 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังให้เอไอเอส ชำระค่าส่วนแบ่งรายได้ส่วนพรีเพดและโรมมิ่ง ในอัตราก้าวหน้า 35% ตั้งแต่ปีที่ 20-25 หรือไปจนกว่าสัญญาจะสิ้นสุด

หนังสือฉบับที่ 2 ทีโอทีได้เรียกเงินจากเอไอเอสอีก 36,836.94 ล้านบาท จากกรณีหักส่วนแบ่งรายได้ 10% ไปจ่ายเป็นภาษ๊สรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม เป็นเหตุให้ทีโอทีเสียหายและอ่อนแอลง

นี่คือการแสดงออกของรัฐบาล อาจถูกมองได้ว่าเป็นการไล่ต้อนเอกชนในปีกที่ถูกมองไม่ใช่มิตร เรื่องนี้เอไอเอสยืนยันจะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการของอนุญาโตตุลาการ เพื่อขอความเป็นธรรม เพราะการแก้สัญญาทุกครั้งผ่านบอร์ดทีโอที

ส่วนเอกชนอีกรายที่ได้ดี คือ กิจการร่วมค้า เอสแอล คอนซอร์เตียม ประกอบด้วย บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น ล็อกซเล่ย์ หัวเว่ย เทคโนโลยี และโนเกียซีเมนส์ ที่เป็นผู้ชนะการประมูลโครงการ 3จี ทีโอที ด้วยการเสนอราคา 16,290 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 6.59% เฉือนกิจการร่วมค้า เอยู คอนซอร์เตียม ประกอบด้วย บริษัท ยูคอม อินดัสเตรียล บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี และบริษัท อัลคาเทลลูเซ่น ที่เสนอราคา 16,777 ล้านบาท ไปครองตามคาด

หากมองในบริษัทที่อยู่ในกิจการร่วมค้าเอสแอลฯ จะเห็นได้ว่ามีกลุ่มสามารถฯ เป็นโต้โผใหญ่ ซึ่งกลุ่มสามารถฯ นี้คือเอกชนที่มีสายสัมพันธ์เหนียวแน่นกับเนวิน ชิดชอบ ตัวจริงเสียงจริงของรัฐบาลยุคนี้ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเอสแอลฯ ถึงได้เข้ามามีบทบาทในระบบ 3จี ทีโอที และกำลังก้าวเป็นผู้ให้บริการ 3จี ต่อไปในอนาคต ในลักษณะเอ็มวีเอ็นโอต่อไป โดยวันรู้ผลชนะประมูล หุ้นบริษัท ล็อกซเล่ย์ ดีดรับข่าวดี ถึง 2.92 บาท แต่ปลายตลาดมีแรงขายทำกำไร ปิดที่ 2.76 บาท บวก 0.14 บาท หรือ 5.34% ส่วนกลุ่มสามารถฯ ดีดขึ้นยกแผง 3 บริษัท นำโดยบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น ปิดที่ 9 บาท พุ่งขึ้น 0.80 บาท คิดเป็น 9.76% แต่เอไอเอสที่โดนข่าวลบ ถูกถล่มไปลึกถึง 78.50 บาท ก่อนมีแรงไล่ซื้อมาปิดที่ 80.25 บาท ติดลบเพียง 0.25 บาท

 

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี