posttoday
ถึงเวลาปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นหรือยัง

ถึงเวลาปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นหรือยัง

18 มกราคม 2554

....สมชาย สกุลสุรรัตน์

....สมชาย สกุลสุรรัตน์

สัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือถ้าจะบอกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยก็คงไม่ผิด ประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือดอกเบี้ยอ้างอิงขึ้นอีก 0.25% จากเดิม 2% ขึ้นไปเป็น 2.25%

ธนาคารแห่งประเทศไทยให้เหตุผลในการปรับอัตราดอกเบี้ยว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และเศรษฐกิจไทยขยายตัวเข้าสู่ภาวะปกติจึงควรปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เป็นปกติ

ในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย เศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2553 ส่วนหนึ่งเกิดจากการเร่งการผลิตและการใช้จ่ายหลังจากผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมบรรเทาลง ขณะที่ภาคส่งออกและท่องเที่ยวขยายตัวเกินกว่าที่คาดไว้

ส่วนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ทำให้เงินเฟ้อพื้นฐาน หรืออัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ระหว่าง 0.53% ตามเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้นเกิดจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ ประกอบกับราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้ามีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการเองได้ชะลอการปรับขึ้นราคาสินค้ามาแล้วระยะหนึ่ง

นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังติดลบเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า แม้หลังจากการปรับอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้แล้ว อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังติดลบอยู่ 1% และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบอยู่ 1.6%

เพื่อให้ท่านผู้อ่านทราบที่มาที่ไปของความเห็นที่จะเขียนต่อไปในบทความนี้ ขอสรุปตัวเลขที่จะนำมาใช้อ้างอิงให้ทราบดังนี้

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปร้อยละ 3

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานร้อยละ 1.4

เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานร้อยละ0.53

(ธ.ค. 2553)

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้าชั้นดีเฉลี่ย MLR 6.384

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 12 เดือนเฉลี่ย 1.6

(14 ม.ค. 2554)

ถ้ายึดหลักการและเหตุผลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุในการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ คาดหมายได้ว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปอีกเพื่อนำดอกเบี้ยนโยบายเข้าสู่ภาวะปกติตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแถลง

ทีนี้ก็ต้องลองวิเคราะห์ดูว่า ถ้ามีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นไปอีก ใครจะเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

ในแง่ดี ผู้ฝากเงินที่ปัจจุบันได้รับผลตอบแทนน้อยมากจนผลตอบแทนติดลบ เพราะในขณะที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 3 อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ก็จะได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นอีกร้อยละ 0.25 ทำให้ขาดทุนน้อยลง และถ้ามีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นไปอีก และธนาคารพาณิชย์ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นไปทั้งสองขา คือ ทั้งอัตราดอกเบี้ย เงินฝาก และอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจนอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่สภาวะปกติ ผู้ฝากเงินก็น่าจะได้รับผลตอบแทนเป็นบวก เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตการเงินรอบนี้อยู่ที่ร้อยละ 3.25

ทั้งนี้ ตั้งอยู่บนข้อสมมติฐานที่ว่า การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นสามารถตรึงอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานไว้ในระดับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด กล่าวคือ ไม่เกินร้อยละ 3

นอกจากนั้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้นก็น่าจะทำให้อัตราเงินออมของประเทศสูงขึ้นสะสมไว้ลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาลงทุนทั้งหมด ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าการใช้ระดมเงินออมในประเทศมาลงทุน

แง่ดีอีกด้านหนึ่งที่ผมนึกออก คือ ถ้าไม่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปสู่ภาวะปกติในขณะที่สภาวะเศรษฐกิจเอื้ออำนวย และมีแนวโน้มการเพิ่มสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเป็นข้ออ้าง ปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำ ถ้าเศรษฐกิจไทยเกิดชะลอตัวลง เพราะปัญหาเศรษฐกิจโลก เช่น ปัญหาหนี้ของหลายประเทศในยุโรป หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกาเองปัญหาฟองสบู่แตกในประเทศจีน ฯลฯ ปัญหาการเมืองภายในประเทศ ปัญหาหนี้สาธารณะ ถ้ารายจ่ายของรัฐบาลเพิ่มขึ้นแค่การจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้รัฐบาลต้องชะลอการกระตุ้นเศรษฐกิจเครื่องมือทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจก็จะด้อยประสิทธิภาพลง เหมือนในหลายประเทศที่ลดอัตราดอกเบี้ยลงจนถึงศูนย์ แต่เศรษฐกิจก็ยังอยู่ในสภาวะชะงักงัน เช่น ประเทศญี่ปุ่น

การปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นนั้น อาจจะทำให้เงินเฟ้อลดลงหรือเพิ่มขึ้นช้าลง การลงทุนเนื่องจากราคาสินค้าและต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น เพราะการเพิ่มทุนของต้นทุนทางการเงิน นอกจากนั้นยังอาจช่วยลดการกักตุนสินค้า เพราะต้นทุนทางการเงินที่จะใช้เพื่อการกักตุนสินค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์

ประเด็นสุดท้ายก็น่าจะเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางหลายๆ ประเทศในโลก โดยเฉพาะในแถบประเทศเพื่อบ้าน เช่น มาเลเซีย จีน เกาหลี เป็นต้น ซึ่งเหตุผลก็คล้ายคลึงกับเหตุผลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุ คือ แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นค่อนข้างชัดเจน และเศรษฐกิจโดยรวมดูเหมือนว่าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น

ทั้งหลายทั้งปวงคือผลกระทบในแง่พวกที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตามเหตุและผลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยชี้แจงไว้ในการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้

แต่มีความเห็นในอีกแง่มุมหนึ่งเหมือนกันว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยควรปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นถี่และเร็วตามที่ได้ทำมาหรือไม่ เพราะการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และทำให้ประชาชนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งได้รับผลกระทบจนอาจกระเทือนถึงชีวิตความเป็นอยู่อย่างรุนแรง

คำถามข้อแรก คือ การที่มองว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้ว โดยดูจากตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตรายได้ไตรมาสไม่กี่ไตรมาส และตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศปี 2553 ต่อเนื่องไปถึงปี 2554 นั้น เป็นการด่วนสรุปหรือไม่ เพราะอัตราการขยายตัวของปี 2553 ที่คาดว่าจะเติบโตสูงขึ้นกว่าร้อยละ 7.5 นั้น เป็นการเติบโตขึ้นจากรากฐานติดลบในปี 2552 ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโลกในปี 2554 นี้ยังอยู่ในสภาวะที่ไม่แน่นอน มีความเสี่ยงสูง

ส่วนการเพิ่มขึ้นของอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจรายไตรมาส โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ของปี 2553 นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยเองระบุว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการเร่งการผลิตและการใช้จ่ายหลังจากผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมบรรเทาลง ส่วนการส่งออกนั้นผู้รู้หลายท่านก็บอกว่าเกิดจากการเร่งการผลิตเพื่อเพิ่มสินค้าคงคลังที่หดตัวลงขณะที่เกิดวิกฤตการเงินรอบที่แล้ว และปัญหาภัยธรรมชาติที่ทำให้ผลผลิตในหลายประเทศเสียหาย ทำให้สินค้าเกษตรของไทยสามารถส่งไปขายได้ราคาดี ทั้งธัญพืช ปาล์ม และยาง เป็นต้น การปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอาจทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันเพื่อส่งออกของผู้ผลิตและผู้ส่งออกของไทยในอนาคต

ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบอีกกลุ่มหนึ่งคงไม่พ้นผู้ที่มีภาระเงินกู้อยู่แล้วทั้งในระบบและนอกระบบ โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อย ซึ่งต้องผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้า ผ่อนเฟอร์นิเจอร์ ผ่อนมือถือ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายประจำวันทั้งราคาอาหารและการเดินทางสูงขึ้น คิดเล่นๆ ก็ได้ว่า ถ้ามีเงินกู้อยู่ 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น 1% ก็มีภาระจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 1 หมื่นบาท เฉลี่ยเดือนละประมาณ 800 บาท ถ้าปัจจุบันรายได้และรายจ่ายเฉียดฉิวอยู่แล้วคงสร้างความยากลำบากในการบริหารงบประมาณครอบครัวเพิ่มขึ้นไม่น้อย ยกเว้นถ้ามีใครสามารถลดส่วนเหลื่อมระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงถึงร้อยละ 4.5 ถึงร้อยละ 5 ลง

ประเด็นสุดท้าย คือ หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะช่วยแก้ไขหรือป้องกันปัญหาเงินเฟ้อได้จริงหรือ ในเมื่อเงินเฟ้อขณะนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นจากการขาดแคลนสินค้า โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นที่เรียกว่า CostPush Inflation และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานก็ยังอยู่ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 1.4 เท่านั้น

ผมอยากฟันธงเหมือนกัน แต่รู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่หมอดูหรือกูรู จึงฝากไว้ให้ท่านผู้อ่านคิดตัดสินใจเอาเองก็แล้วกัน

 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่