
เปิดวิชั่น สมคิด - สุดารัตน์ - กรณ์ แนะโอกาสไทยบนเวทีเอเปค
รวม 3 วิสัยทัศน์ สมคิด - สุดารัตน์ - กรณ์ แกนนำ-หัวหน้าพรรคการเมือง 'แนะโอกาสไทย' บนเวที การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค 2022
การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค 2022 หรือการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2565 ภายใต้แนวคิด“เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” หรือ “Open. Connect. Balance.” มีเป้าหมายสำคัญคือ ขับเคลื่อนให้เอเปคพัฒนาไปเป็น FTA ภายในในปี 2040 หากทำสำเร็จ FTA-APEC จะกลายเป็น FTA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไทยในฐานะเป็นเจ้าภาพและเป็นประธานในที่ประชุมมีความประสงค์จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ โดยใช้โมเดล BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) ในการขับเคลื่อน SMEs โดยเฉพาะ Micro SMEs ให้กลายเป็นฐานรากสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและกลุ่มประเทศเอเปค
การประชุมเอเปคครั้งนี้ อยู่ในช่วงท้ายรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขณะที่บรรยากาศในประเทศอยู่ในช่วงโหมดใกล้เลือกตั้ง บรรดาหัวหน้าพรรคการเมือง ต่างออกมาแสดงวิสัยทัศน์ ชี้โอกาสว่าประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากการประชุมครั้งสำคัญนี้ โพสต์ทูเดย์ ได้รวบข้อมูลของบรรดาบุคคลสำคัญๆ ทางการเมืองในออกมาเคลื่อนไหวอย่างน่าสนใจไว้ดังนี้
เริ่มต้นที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย แสดงปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งในงานพบปะนักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนว่า การประชุมเอเปค 2022 รัฐบาลไทยควรใช้โอกาสนี้แสดงให้เห็นว่าไทยยังเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำ หรือแกนกลางของอาเซียน เพื่อให้ชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะจีนมองเห็นถึงความสำคัญ ถ้าไทยไม่คิด ไคลแมกซ์ทุกอย่างจะไปอยู่ที่ประชุมสุดยอด G20 ซึ่งจัดขึ้นที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย แล้วการประชุมเอเปคที่ไทยจะกลายเป็นที่กินข้าวเย็นของผู้นำ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา 10-20 ปีก่อนไทยและสิงคโปร์ ถือเป็น 2 ชาติ ที่เป็นผู้นำอาเซียนแต่ตอนนี้กำลังจะกลายเป็นอินโดนีเซีย และเวียดนาม กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ
ดังนั้น ไทยต้องดึงเสน่ห์ของตัวเองด้วยการสร้างความสมดุลด้านความสัมพันธ์ระหว่างชาติมหาอำนาจของโลกซึ่งปัจจุบันไทยมีไพ่ 3 ใบคือ ด้านเศรษฐกิจ กับประเทศญี่ปุ่น ด้านการเมือง กับสหรัฐอเมริกา และด้านการสร้างอนาคต กับจีน แต่หากต้องเลือกข้างก็ควรใช้กรอบความเป็นอาเซียนเป็นมติแทน
ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้เสนอ3ประเด็นในโอกาสที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ว่า 1.รัฐบาลควรใช้โอกาสการเป็นเจ้าภาพ แสดงตำแหน่งทางการแข่งขันของประเทศและยุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้นำทั้งจาก 21 เขตเศรษฐกิจเกิดความเข้าใจตรงกันจึงจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้มากยิ่งขึ้น 2.การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังครุกรุ่นการเผชิญหน้ากันระหว่างมหาอำนาจโลก ซึ่งจีนและสหรัฐต่างก็กำลังพยายามเข้ามาช่วงชิงการมีบทบาทนำในภูมิภาคนี้
ดังนั้นไทยจึงควรที่จะวางตำแหน่งประเทศบนภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่นี้ให้ดี โดยวางเป้าหมายให้ทั้งสองมหาอำนาจต้องร่วมมือกับไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทยและอาเซียนให้ได้ และประการสุดท้าย ไทยควรแสดงสุดแข็ง ที่มีมาโดยตลอดก็คือ พลังความสามัคคี ความอ่อนน้อมและความมีน้ำใจโดยเฉพาะในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ที่คนไทยทุกหมู่เหล่าออกมาช่วยเหลือกันและกันอย่างเต็มที่ อย่างที่ไม่มีประเทศใดจะทำได้ มาแสดงให้ผู้เข้าร่วมประชุมและสื่อมวลชนทั้งโลกได้เห็น
ด้านนายกรณ์ จาติกวิณช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ได้หยิบยกความสำเร็จของอินโดนิเซียในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมG20 โดยโจโกวี ประธานาธิบดีอินโดฯซึ่งโลกชื่นชมมากที่สุดเพราะได้เชิญผู้นำระดับโลกที่ทุกคนจับตาท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังตรึงเครียด เหตุผลที่ทำให้ประเทศอินโดนีเซียน่าสนใจ นอกจากจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม G20 ประชากรของอินโดนีเซีย ยังมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจประเทศหนึ่งด้วย ดูจีดีพีโตขึ้นกว่า 5% ต่อปี อัตราเงินเฟ้อก็ 5% กว่าๆ เท่านั้น เมื่อเทียบกับหลายประเทศโลกอยู่ที่ 8-10% ส่งออกโตเมื่อเทียบกับปีที่แล้วประมาณ 30% ที่เป็นเช่นนั้นเพราะนโยบายเศรษฐกิจ ที่ชัดเจนของประธานาธิบดีโจโกวี
การเมืองของอินโดนีเซีย นอกเหนือจากการใช้คนที่ถูกต้องแล้ว ยังเป็นการเมืองสมานฉันท์และยังเป็นการเมืองที่ให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ จะเห็นได้จากเกือบทุกบทสัมภาษณ์ ของโจโกวี จะพูดถึงความกังวลที่มีต่อพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น ไทยในโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม เอเปค 2022 สามารถเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้านของเราได้มากว่าในอนาคตจะต้องบริหารจัดการอย่างไรเพื่อความสุขและการอยู่ดีกินดีของคนไทยเราด้วยกันเอง







