
ศก.โลกพลอยสำลัก เมื่อยักษ์ใหญ่อุตฯ ถ่านหินจมน้ำ
น้ำท่วมใหญ่ที่ออสเตรเลียดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเฉพาะประเทศ ไม่น่าจะส่งผลกระทบ หรือถึงขั้นสร้างความสั่นสะเทือนในระดับโลก
น้ำท่วมใหญ่ที่ออสเตรเลียดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเฉพาะประเทศ ไม่น่าจะส่งผลกระทบ หรือถึงขั้นสร้างความสั่นสะเทือนในระดับโลก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
น้ำท่วมใหญ่ที่ออสเตรเลียดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเฉพาะประเทศ ไม่น่าจะส่งผลกระทบ หรือถึงขั้นสร้างความสั่นสะเทือนในระดับโลก
แต่ในความเป็นจริง น้ำท่วมใหญ่ในรัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย กำลังก่อให้เกิดแรงบีบคั้นมหาศาลต่อเศรษฐกิจโลก
เข้าทำนองเดียวกับวิกฤตน้ำท่วมในประเทศเราที่ทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นมา เช่นเดียวกับสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆ อาทิ น้ำมันปาล์ม หรือยางพารา ในฐานะที่ไทยเป็นผู้ผลิตรายหลักของสินค้าจำเป็นเหล่านั้น
ออสเตรเลียเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็นสำหรับชาวโลกเช่นกัน นั่นคือ ถ่านหิน
แม้ว่าหลายประเทศจะยกเลิกการใช้ถ่านหินเพื่อเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือให้พลังงานความร้อนในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป เนื่องจากถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดมลภาวะสูง ทว่ายังมีอีกหลายประเทศที่ยังต้องการถ่านหิน และอีกหลายประเทศที่มิได้ใช้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า ก็ยังจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้ในภาคอุตสาหกรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ที่ต้องใช้ถ่านหินประเภทถ่านโค้ก เป็นพลังงานและส่วนผสม
ถ่านหินจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะด้วยความจำเป็นต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชีย ซึ่งมีจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าถ่านหินมากที่สุดในโลก และด้วยความจำเป็นต่อประเทศพัฒนาแล้วที่ยังต้องพึ่งพาถ่านหินในฐานะวัตถุดิบสำหรับการผลิตในภาคอุตสาหกรรม
วิกฤตน้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 50 ปีของรัฐควีนส์แลนด์ อันเป็นรัฐผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่ จะยังผลให้ต้นทุนการผลิตในด้านต่างๆ สูงขึ้น กลายเป็นการเพิ่มแรงกดดันโดยตรงต่อภาวะเงินเฟ้อในหลายๆ ประเทศ และกระทบต่อเนื่องไปถึงเสถียรภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ไม่เฉพาะเพียงเศรษฐกิจโลกเท่านั้น เศรษฐกิจของออสเตรเลียยังได้รับผลกระทบมหาศาล ล่าสุดมีวี่แววว่าธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) อาจต้องลังเลกับการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง หลังจากน้ำท่วมใหญ่ได้บั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เนื่องจากรัฐควีนส์แลนด์ไม่เพียงเป็นหน้าด่านของการส่งออกถ่านหินเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
ตัวเลขที่ชัดเจนที่สุด คือ อุตสาหกรรมถ่านหินที่มีกำลังการผลิตกว่า 90 ล้านตันต่อปี จะไม่สามารถส่งออกได้เลย ยังผลให้ราคาถ่านหินกระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 253 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากราคาเฉลี่ยที่ 200 เหรียญสหรัฐตัน เมื่อราว 6 เดือนที่แล้ว
ล่าสุด บริษัท BHP Billiton และบริษัท Rio Tinto Group ผู้ประกอบการเหมืองถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของโลกจากออสเตรเลีย ประกาศเลื่อนกำหนดเดิมที่จะส่งออกถ่านหินให้ลูกค้า ยังผลให้ปริมาณถ่านหินในตลาดโลกสัดส่วนสูงถึง 37% ต้องสูญหายไปชั่วคราว คาดว่าจะชะงักยาวไปถึงช่วงต้นเดือน ก.พ.
กูรูในตลาดโภคภัณฑ์ประเมินกันว่า ราคาถ่านหินซื้อขายล่วงหน้ามีแนวโน้มที่จะกระโดดขึ้นมาถึง 33% ในอีกไม่นาน และระดับราคาอาจทะลุขึ้นมาถึง 270300 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ในส่วนของเอเชีย ผลกระทบในขั้นต้นจะมีต่ออุตสาหกรรมเหล็กกล้าในลักษณะเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับวิกฤตน้ำท่วมรัฐควีนส์แลนด์เมื่อปี 2551 ซึ่งครั้งนั้นราคาถ่านหินถีบตัวขึ้นมาถึง 300 เหรียญสหรัฐต่อตัน ยังผลให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทเหล็กชั้นนำทั้งในจีนและญี่ปุ่นสูงลิ่ว
เมื่อพิจารณาสัดส่วนการส่งออกถ่านหินจากออสเตรเลียไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชีย จะพบว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่นำเข้าถ่านหินจากออสเตรเลียมากที่สุดถึง 104.8 ล้านตัน ในสัดส่วน 39.8% รองลงมา คือ เกาหลีใต้ ซึ่งนำเข้า 43.1 ล้านตัน หรือ 16.3% และไต้หวันในอันดับที่ 3 ที่ 26.1 ล้านตัน ในสัดส่วน 9.9% จากตัวเลขของสมาคมถ่านหินออสเตรเลีย (ACA)
ในครั้งนี้ บริษัท China Steel Corp แห่งไต้หวัน เป็นรายแรกที่โอดครวญกับราคาถ่านหินที่แพงหูฉี่ เพราะค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อถ่านหินเพียงอย่างเดียวสูงถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนบริษัทชั้นนำในอินเดียอย่าง Tata Steel สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ทันการณ์ หลังจากสั่งนำเข้าถ่านหินเป็นพิเศษในช่วงเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว เพราะเล็งเห็นถึงผลกระทบร้ายแรงจากสภาพอากาศแปรปรวนต่อการผลิตถ่านหินของออสเตรเลีย กระนั้น ในระยะยาวอุตสาหกรรมในอินเดียไม่อาจหลีกเลี่ยงภาวะขาดแคลนถ่านหินเช่นกัน
แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือผลพวงต่อตลาดเหล็กกล้า อันเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรม ในปีนี้คาดว่าความต้องการเหล็กกล้าทั่วโลกจะทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1,340 ล้านตัน จากการประเมินโดยสมาคมเหล็กกล้าโลก (WSA)
ทั้งนี้ จีนเป็นผู้ผลิตเหล็กกล้ารายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยสัดส่วนการผลิตสูงถึง 45% ภาวะชะงักงันในการนำเข้าถ่านหินจะไม่ส่งผลต่อกำลังการผลิตของจีนเท่านั้น แต่จะกระทบสืบเนื่องไปถึงการบริโภคโดยรวมในระบบเศรษฐกิจ
ในชั้นต้นจีนเป็นประเทศที่บริโภคถ่านหินมากที่สุดในโลก โดยในภาคครัวเรือนยังใช้ถ่านหินในการเป็นเชื้อเพลิงให้พลังงานความร้อนโดยตรง และยังใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงถ่านหิน โดยจีนใช้ไฟฟ้าจากถ่านหินสูงถึง 1.95 ล้านล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง หรือสูงถึง 68.7% ของไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด ยังผลให้จีนกลายเป็นประเทศที่ใช้ไฟฟ้าจากถ่านหินสูงสุดในโลก
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าหากออสเตรเลียระงับการส่งออกถ่านหินอย่างฉับพลันมายังจีน จะเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในจีน และไม่เท่านั้น ราคาสินค้าและบริการในจีนจะมีต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้น กลายเป็นแรงผลักดันต่อภาวะเงินเฟ้อที่บัดนี้สูงกว่า 5% ให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายลง
แม้จีนจะเป็นประเทศที่ผลิตถ่านหินได้มากที่สุดในโลก แต่ยังต้องนำเข้าจากออสเตรเลียสูงถึง 25 ล้านตันต่อปี ในส่วน 9.5% หรือเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศในเอเชียที่เป็นลูกค้าออสเตรเลีย
เป็นที่ทราบกันดีว่าหากจีนสะดุด ทุกประเทศในเอเชียจะพลอยสะดุดไปด้วยเช่นกัน รวมถึงออสเตรเลียซึ่งพยายามพ่วงตัวเองกับการขยายตัวที่คึกคักของพญามังกรมาโดยตลอด
ความเสี่ยงของจีนและเอเชียจากวิกฤตถ่านหินยิ่งรุนแรงขึ้น เนื่องจากราคาถ่านหินเสี่ยงที่จะผันผวนได้ง่ายในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ฉับพลัน
ที่ผ่านมานั้น ถ่านหินเป็นสินค้าโภคภัณฑ์เพียงอย่างเดียวที่ไม่มีราคาหมายหลัก หรือ Benchmark ในการซื้อขาย จะมีก็แต่การประชุมรายปีเพื่อกำหนดทิศทางราคาหมายหลักระหว่างผู้ผลิตถ่านหินโค้กกับอุตสาหกรรมเหล็กกล้าเท่านั้น ล่าสุด บริษัท BHP Billiton พยายามวิ่งเต้นให้กำหนดการประชุมร่นลงมาเหลือเดือนละครั้ง แต่ยังไม่มีเสียงตอบรับเท่าที่ควร
อีกทั้งยังมีปัจจัยที่จะเร่งเร้าให้ราคาถ่านหินยิ่งบีบคั้นตลาดเอเชีย คือความต้องการอย่างล้นหลามของตลาดเอเชียเอง บวกกับการที่ผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่รองลงมาจากออสเตรเลีย ต้องชะลอการส่งออกเนื่องจากเผชิญกับภัยธรรมชาติและอุบัติภัย ไม่ว่าจะเป็นโคลัมเบีย อินโดนีเซีย และแอฟริกาใต้
สถานการณ์ที่บีบคั้นในอุตสาหกรรมถ่านหิน จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับออสเตรเลียให้เร่งส่งออกผลผลิตโดยเร็วที่สุด เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมด้านต่างๆ และความเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของเศรษฐกิจช่วงฟื้นตัว แต่พิจารณาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นในรัฐควีนส์แลนด์แล้ว เป้าหมายนี้อาจยากเกินไปที่จะบรรลุได้ในเร็ววัน
อุทกภัยที่เกิดกับออสเตรเลียเพียงประเทศเดียว กลับมาพร้อมด้วยภยันตรายต่อเศรษฐกิจโลกที่คืบคลานมาอย่างเงียบกริบและคาดไม่ถึง







