posttoday
การพิจารณาร่างกฏหมายในที่ประชุมวุฒิสภา (ตอน 2)

การพิจารณาร่างกฏหมายในที่ประชุมวุฒิสภา (ตอน 2)

06 มกราคม 2554

....อนุรักษ์ นิยมเวศ

ผู้ที่มีสิทธิอภิปรายร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติในวาระที่ 2 ของที่ประชุมวุฒิสภา ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาได้วางหลักไว้ดังนี้ 1) กรณีร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการมีการแก้ไขเพิ่มเติม ผู้มีสิทธิอภิปรายได้ มี 3 กลุ่ม คือ สมาชิกวุฒิสภาทุกคนซึ่งสามารถใช้สิทธิอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำ หรือข้อความที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไขเพิ่มเติม สมาชิกวุฒิสภาสงวนคำแปรญัตติ และกรรมาธิการสงวนความเห็น ซึ่งทั้งสมาชิกวุฒิสภาผู้สงวนคำแปรญัตติ และกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น สามารถใช้สิทธิอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่ตนสงวน หรือ 2) กรณีร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ผู้มีสิทธิอภิปรายได้ มี 2 กลุ่ม คือ สมาชิกวุฒิสภาสงวนคำแปรญัตติ และกรรมาธิการสงวนความเห็น ซึ่งทั้งสมาชิกวุฒิสภาผู้สงวนคำแปรญัตติ และกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น สามารถใช้สิทธิอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่ตนสงวน อนึ่ง การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ 2 นี้ ใช้เสียงข้างมากเป็นประมาณ

วาระที่ 3 ขั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือให้แก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมาย วาระนี้เป็นการพิจารณาเพื่อลงมติในขั้นสุดท้ายว่าจะให้ความเห็นชอบ หรือให้แก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายนั้นหรือไม่ ซึ่งจะไม่มีการอภิปราย โดยร่างพระราชบัญญัตินั้น การลงมติให้ความเห็นชอบ หรือให้แก้ไขเพิ่มเติมใช้เสียงข้างมากโดยประมาณ ส่วนร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น การลงมติให้ความเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา สำหรับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่ 3 จะสามารถลงมติในวาระนี้ได้ ต้องรอไว้ 15 วัน เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้วรัฐสภาจึงจะสามารถพิจารณาในวาระที่ 3 การออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

กรณีร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่วุฒิสภามีมติให้แก้ไขเพิ่มเติม และส่งคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร หากสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแล้วไม่เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา ก็ให้แต่ละสภาตั้งบุคคลซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกแห่งสภานั้นๆ มีจำนวนเท่ากันตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด ประกอบเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายนั้น และเมื่อคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาเสร็จแล้วต้องจัดทำรายงาน พร้อมทั้งร่างกฎหมายที่พิจารณาแล้วนั้นเสนอต่อสภาทั้งสอง และหากสภาทั้งสองเห็นชอบด้วยกับร่างกฎหมายที่คณะกรรมาธิการร่วมกันเสนอ จึงจะถือว่าร่างกฎหมายนั้นได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา แต่ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วยก็ให้ยับยั้งไว้ก่อน

ร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่วุฒิสภายับยั้งทั้ง 3 กรณี คือ กรณีวุฒิสภาลงมติไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 1 กรณีในวาระที่ 2 ของวุฒิสภาไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม และวุฒิสภาลงมติในวาระที่ 3 ไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร และกรณีในวาระที่ 2 ของวุฒิสภามีการแก้ไขเพิ่มเติม และวุฒิสภาลงมติในวาระที่ 3 ให้แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา เป็นเหตุให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณา และสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วยกับร่างกฎหมายที่คณะกรรมาธิการร่วมกันเสนอ สภาผู้แทนราษฎรจะยกพิจารณาใหม่ได้เมื่อพ้นเวลา 180 วัน นับแต่วันที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายนั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าร่างกฎหมายที่ต้องยับยั้งไว้เป็นร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวด้วยการเงิน สามารถยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันที ทั้ง 3 กรณีเช่นว่านี้ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิม คือ ร่างที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบก่อนส่งให้วุฒิสภาพิจารณา หรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาแล้วแต่กรณี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ให้ถือว่าร่างกฎหมายนั้นเป็นอันได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อนายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายใน 20 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างกฎหมายนั้นจากรัฐสภา เพื่อพระมหา กษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

นอกจากการทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมายแล้ว ยังมีกฎหมายอีกประเภทหนึ่ง คือ พระราชกำหนด ซึ่งรัฐธรรมนูญให้อำนาจฝ่ายบริหารออก และใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารปกครองประเทศ แต่การใช้เครื่องมือดังกล่าวเป็นการให้อำนาจใช้ชั่วคราว ฝ่ายบริหารจะต้องนำเครื่องมือหรือกฎหมายเช่นว่านั้นมาให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจในการตรากฎหมายที่แท้จริงเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ จึงจะมีฐานะเป็นกฎหมายถาวรใช้บังคับต่อไป โดยคณะรัฐมนตรีสามารถตราพระราชกำหนดได้ 2 ประเภท คือ การตราพระราชกำหนดเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ และการตราพระราชกำหนดเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา และเห็นว่ามีความจำเป็นต้องมี ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และอยู่ในระหว่างสมัยประชุม โดยเมื่อคณะรัฐมนตรีได้ตราพระราชกำหนดใช้บังคับ คณะรัฐมนตรีจะต้องนำพระราชกำหนดเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา

การพิจารณาพระราชกำหนดของรัฐสภาจะมิได้กระทำเป็น 3 วาระเหมือนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติปกติ แต่จะกระทำเพียงวาระเดียวเพื่อลงมติอนุมัติหรือไม่อนุมัติ โดยจะแยกการพิจารณาในแต่ละสภา ดังนี้ 1) ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่อนุมัติ หรือสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติ แต่วุฒิสภาไม่อนุมัติ และสภาผู้แทนราษฎรยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร พระราชกำหนดนั้นมีผลตกไป แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้พระราชกำหนดนั้น หรือ 2) ถ้าสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาอนุมัติพระราชกำหนด หรือถ้าวุฒิสภาไม่อนุมัติ และสภาผู้แทนราษฎรยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร พระราชกำหนดนั้นมีผลใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไป

การทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา และบทบาทอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาในด้านการพิจารณาร่างกฎหมายที่นำเสนอในบทความนี้ ทางผู้เขียนเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน หรือผู้เกี่ยวข้องในฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายของวุฒิสภา ตลอดจนการทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาในขั้นตอนต่างๆ ในการพิจารณาร่างกฎหมายในภายภาคหน้าต่อไป

ข่าวล่าสุด

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์