
กมธ.แก้รธน.เชิญ"สมบัติ"แจงรื้อระบบเลือกตั้ง4 ม.ค.
กมธ.แก้รธน.เตรียมเชิญ สมบัติ แจงรื้อระบบเลือกตั้ง 4 ม.ค. ด้าน ภท.ยัน สูตรส.ส.ต้อง 400+100 เท่านั้น ไม่สนเสียงค้านจากปชป. เชื่อ ไม่บานปลายถึงขั้นนายกฯยุบสภา
กมธ.แก้รธน.เตรียมเชิญ สมบัติ แจงรื้อระบบเลือกตั้ง 4 ม.ค. ด้าน ภท.ยัน สูตรส.ส.ต้อง 400+100 เท่านั้น ไม่สนเสียงค้านจากปชป. เชื่อ ไม่บานปลายถึงขั้นนายกฯยุบสภา
นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 กล่าวว่า การประชุมกมธ.ในวันที่ 4 ม.ค.จะเริ่มพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93-98 เกี่ยวกับการระบบเลือกตั้งจากเขตใหญ่และระบบสัดส่วนมาเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียวและบัญชีรายชื่อ โดยจะเชิญอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ2550 มาชี้แจงถึงเจตนารมณ์ในการสร้างระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันว่ามีที่มาอย่างไร พร้อมกับนายสมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฎิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญมาด้วยในฐานะเป็นผู้ยกร่างแก้ไขมาตราดังกล่าวทำไมถึงแบ่งส.ส.ระบบเขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน
นายปัญญา กล่าวอีกว่า สำหรับจุดยืนของพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนามีความเห็นร่วมกันว่าตัวเลขส.ส.ควรเป็นระบบเขตเบอร์เดียว 400 คน และบัญชีรายชื่อ 100 คน เพราะเห็นว่าจะทำให้ส.ส.สามารถเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นเพราะระบบปัจจุบันทำให้เขตเลือกตั้งใหญ่เกินไปส่งผลต่อการเข้าถึงประชาชนของส.ส.และแบ่งพื้นที่ในการดูแลประชาชนได้ลำบาก
"ไม่คิดว่าการแก้ไขตัวเลขเป็น 400 และ 100 จะขัดกับหลักการในร่างแก้ไขที่ผ่านรัฐสภาในวาระแรกที่เสนอ 375 และ 125 คนเพราะส.ส.มีเอกสิทธิ์ในการเสนอคำแปรัญญัตติ ซึ่งจะไปตัดสินสุดท้ายที่มติของรัฐสภาไม่ใช่ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากของกมธ."นายปัญญา กล่าว
นายปัญญา กล่าวว่า แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์จะเห็นไม่ตรงกันในเรื่องจำนวนส.ส.แต่เชื่อว่าจะไม่ถึงขั้นที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎรเพราะเรื่องแค่นี้เนื่องจากในปี2554มีภารกิจที่รัฐบาลต้องเป็นผู้นำในการดำเนิเนการอีกจำนวนมากและแต่ละเรื่องล้วนเป็นเรื่องสำคัญแทบทั้งสิ้น
นายเทอดพงษ์ ไชยนันท์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานประธานกมธ. กล่าวว่า การเสนอแก้ไขจำนวนส.ส.จาก 375 และ 125 คนมาเป็น 400 และ 100 คนสามารถดำเนินการได้ไม่ขัดกับหลักการที่เสนอและผ่านการรับหลักการในวาระแรกจากที่ประชุมรัฐสภา เพราะเจตนารมณ์ของการร่างกฎหมายก็เปิดช่องให้สมาชิกรัฐสภาสามารถแปรญัตติได้อยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าถ้าเสนออะไรมาในวาระแรกต้องเอาตามนั้นในวาระสองและสาม เพราะคนที่ตัดสินสุดท้าย คือ เสียงข้างมากในรัฐสภาไม่ใช่กมธ.







