
จัดใหญ่ปีนี้งาน"30 ปีพฤษภาประชาธรรม"เชิญหลายองค์กรร่วมถก
หลายองค์กรร่วมจัดงาน"30 ปีพฤษภาประชาธรรม เตรียมเปิดเวทีวิชาการระหว่างประเทศจ่อเชิญ ทูต-ตัวแทนหน่วยงานระหว่างประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เปิดเผยถึงการจัดงาน 30 ปี พฤษภาประชาธรรม ว่า เหตุการณ์พฤษภา 2535 เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่ประชาคมระหว่างประเทศให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศเข้ามาติดตามข่าวสารมากมาย ไม่เฉพาะสื่อมวลชนของไทยเท่านั้น องค์กรระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ หรือภาคประชาสังคม ฮิวแมนไรตส์วอตช์ , แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มีสำนักงานอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ รวมทั้งองค์กรของคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงเจนีวา ต่างส่งผู้แทนเข้ามาติดตามสถานการณ์ในประเทศไทย
ทั้งนี้ ในช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวที่มีผู้สูญเสีย และหลังจากนั้นไม่ถึงสัปดาห์ องค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้ ก็ส่งผู้แทนเข้ามาติดตามหาสาเหตุว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสถานการณ์ช่วงเดือนพฤษภา 2535 เป็นอย่างไร ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่ง ที่ประชาชนลุกขึ้นเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตย ขณะเดียวกันก็ถูกรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนโดยทหาร ปราบปรามอย่างรุนแรง เหตุการณ์สืบเนื่องมาจาก 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519
นายบุญแทน กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 30 ปี คณะผู้จัดประกอบด้วยพฤษภาประชาธรรม ร่วมกับคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ซึ่งเป็นองค์กรของผู้ที่รับผลกระทบ จากเหตุการณ์การสูญเสีย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 รวมทั้งองค์กรประชาธิปไตยต่างๆ โดยเฉพาะครป.ได้รับมอบภารกิจคือ การเชื่อมประสานกับเครือข่ายประชาคมระหว่างประเทศ ความจริงแล้วในส่วนของคณะกรรมการญาติพฤษภา ก็เคยส่งข้อร้องเรียนต่อข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ของสหประชาชาติ เมื่อประมาณปี 2542 - 2543 เป็นต้นมา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม เมื่อญาติยื่นข้อร้องเรียนต่อศาลแพ่งและศาลอาญา หลังจากเหตุการณ์พฤษภาไม่นาน ศาลก็ยกฟ้องคดีดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่ามี พ.ร.ก.กฎหมายนิรโทษกรรมแล้ว ประชาชนไม่สามารถเอาผิดหรือเรียกร้องค่าเสียหาย จากหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบอีกต่อไป ทำให้เป็นการสูญเสียความยุติธรรมในการเข้าถึงความยุติธรรมทางอาญาดังกล่าว
ประธานครป.กล่าวว่า ในโอกาสที่มีการจัดงานรำลึก 5 ปีพฤษภาประชาธรรม เมื่อปี 2540 และในช่วงเดือนพฤษภาคม 2545 ทศวรรษพฤษภาประชาธรรม ทางคณะกรรมการฯก็เคยมีการจัดประชุมวิชาการระหว่างประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนความยุติธรรม และประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้นในโอกาส 30 ปีก็ถือเป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่ง จะต้องมีการหยิบยกเหตุการณ์พฤษภาขึ้นมา เป็นอุทาหรณ์ให้กับประเทศต่างๆ ให้กับกระบวนการภาคประชาชน ภาคส่วนต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ได้รับบทเรียนต่างๆดังกล่าว ในการที่จะต้องต่อสู้ด้วยสันติวิธี ยึดหลัก”อหิงสธรรม ภายในงานจะมีการจัดงานเวทีวิชาการระหว่างประเทศ เชิญผู้แทนหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิ สหประชาชาติหรือองค์กร มูลนิธิสถาบันต่างๆมาให้ความสนใจ ในเรื่องของสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในระดับสากล รวมทั้งเชิญทูตจากประเทศต่างๆ ที่ให้ความสนใจการจัดงาน ซึ่งได้มีการกำหนดหัวข้อ ในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมและการพัฒนาประชาธิปไตย เป็นไปตามข้อกำหนดหรือแนวทางของการจัดงานในปีนี้ด้วย
สำหรับ กิจกรรม 5 เรื่องหลักของประเทศ คือ 1. เรื่องของสิทธิมนุษยชนความเสมอภาคทางสังคม ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเราถือว่าเป็นความท้าทายในศตวรรษที่ 21 เรื่องนี้สำคัญ เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนประชาธิปไตย และความยุติธรรม การพัฒนามีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นเราก็ตั้งใจที่จะเชิญผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ มาปาฐกถาและมีการประชุมปรึกษาหารือร่วมกัน เป็นการประชุมแบบออนไลน์ ผ่านระบบซูม ร่วมกับการประชุมในห้องประชุม ซึ่งอาจเป็นกิจกรรมครั้งแรกที่เราจัดขึ้น
2.เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงความยุติธรรม และการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิติธรรม เราคิดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2540 มีบัญญัติไว้ชัดเจน และ รธน.ปี 50 กับปี 60 ซึ่งเป็น รธน.ฉบับที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันก็มี 3. เรื่องของหลักสิทธิมนุษยชน กับการให้การเยียวยาหรือฟื้นฟู กับเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากการเจ็บป่วย บาดเจ็บล้มตายหรือแม้แต่กระทั่งกรณีคนหายก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับเหตุการณ์พฤษภาคมเท่านั้น แต่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด และช่วงที่มีการปราบปรามยาเสพติดอย่างขุดรากถอนโคนเมื่อปี 2546 กรณีความขัดแย้งรุนแรงในภาคใต้ปี 2544 ทำให้ทนายสมชาย นีละไพจิตร ต้องหายสาบสูญไป ตามด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะและตากใบในปีเดียวกัน ก็ยิ่งทำให้ความรุนแรงเหล่านั้นทับทวีมากยิ่งขึ้น 4. เรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบธรรมาภิบาล และ 5.เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพของสื่อมวลชน
“ในโอกาสนี้จะได้ใช้เวทีในการเรียนรู้ จากกัลยาณมิตรของเราจากต่างประเทศและแลกเปลี่ยนว่า เราจะปฏิรูปการเมือง ระบบยุติธรรมของเราให้ไปสู่ความคืบหน้าให้มากกว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร ฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็อาจจะเป็นหัวเรื่องหนึ่งย่อยๆ ในเรื่องของการสร้างระบบธรรมาภิบาลติดตามตรวจสอบถ่วงดุลเราก็มุ่งหวังที่จะเล่นการเมืองใหม่ ที่ประชาชนเป็นปากเป็นเสียงและเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างแท้จริง”







