
สธ.เผย48%ของผู้ติดเชื้อโอมิครอนไม่มีอาการ
สธ.เผยผู้ติดเชื้อโอมิครอนส่วนใหญ่ 48%ไม่มีอาการ ขณะที่อาการที่พบมากสุดคือ "ไอ" รองลงมาคือ "เจ็บคอ" และมีไข้ ชี้ระบบคัดกรองในการเข้าพื้นที่ต่างๆต้องเข้มงวดมากขึ้น
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ว่า อาการของผู้ที่ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอน ส่วนใหญ่ 48% ไม่มีอาการ ส่วนบางรายพบมีอาการไอมากที่สุด รองลงมา คือเจ็บคอ และมีไข้ ดังนั้น ระบบการคัดกรองในการเข้าสถานที่ พื้นที่ต่างๆ จะต้องมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยต้องมีการสอบถามอาการเบื้องต้น ไม่เพียงแต่ตรวจวัดอุณหภูมิเท่านั้น
สำหรับแนวทางการรักษาโรค ผู้ป่วยที่สงสัยว่าติดเชื้อ และตรวจ ATK ด้วยตนเองแล้วพบว่าผลเป็นบวก ให้ติดต่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่เบอร์ 1330 หรือไลน์ @สปสช หรือเว็บไซต์ของสปสช.
นอกจากนี้สามารถติดต่อคอลเซนเตอร์ของจังหวัด หรืออำเภอได้ โดยจะมีหน่วยประเมินอาการ หากพบว่ามีอาการน้อย หรือไม่มีอาการ จะเข้าสู่ระบบการรักษา HI หรือ CI โดยใช้เวลารักษาประมาณ 10 วัน แต่หากมีอาการปานกลาง หรือมีปัจจัยเสี่ยง จะเข้ารักษาที่ Hospitel โรงพยาบาลสนาม หรือโรงพยาบาลหลัก
ในส่วนของผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อตรวจ ATK แล้วผลเป็นลบ หากมีอาการให้ไปที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจหาเชื้อด้วย RT-PCR แต่หากมีความเสี่ยงต่ำให้ปฎิบัติตามมาตรการ DMHTT แต่ถ้ามีความเสี่ยงสูงให้ทำ Self Quarantine และตรวจ ATK ซ้ำทุก 3 วัน หรือเมื่อมีอาการ
สำหรับเกณฑ์การส่งต่อผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาล คือ
1. เมื่อมีอาการไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ระยะเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง
2. หายใจเร็วกว่า 25 ครั้ง ต่อนาที (ผู้ใหญ่)
3. Oxygen saturation น้อยกว่า 94%
4. โรคประจำตัวที่มีการเปลี่ยนแปลง ในกลุ่ม 608 (ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง และสตรีมีครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป) ที่มีความเสี่ยง หรือผู้ติดเชื้อที่จำเป็นต้องติดตามอาการอย่าใกล้ชิดตามดุลยพินิจของแพทย์
5. ในเด็กที่มีอาการหายใจลำบาก ซึมลง ดื่มนม หรือทานอาหารน้อยลง และมีอาการถ่ายเหลว อย่างไรก็ดี เด็กไม่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลทุกราย ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
"ขณะนี้มีการเตรียมความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยในระบบ HI และ CI ทั้งการติดต่อกลับภายใน 6 ชั่วโมง และการเตรียมของจำเป็นในการรักษา นอกจากนี้ ได้มีการเตรียมความพร้อมในการรักษาผู้ป่วยเด็กอายุ 5-11 ปี ทั้งการเตรียมยาน้ำ และเตียง รวมถึงมีการจัดเตรียมเตียงสำหรับแรงงานต่างด้าวด้วย อย่างไรก็ดี จะมีการประชุมเรื่องแนวทางเวชปฎิบัติการดูแลรักษาโควิด-19 โดยคาดว่าอาทิตย์หน้าน่าจะมีแนวทางเวชปฎิบัติใหม่ออกมา" นพ.สมศักดิ์ กล่าว
ส่วนอัตราการครองเตียง ณ ปัจจุบัน ทั่วประเทศอยู่ที่ 178,139 เตียง โดยอัตราการครองเตียงสีเหลือง และแดงลดลง ในขณะที่เตียงสีเขียวมีอัตราการครองเตียงที่มากขึ้น ทั้งนี้ การขยายโรงพยาบาลสนามช่วงนี้ยังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากจะให้ใช้ "HI & CI First" เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถดูแลผู้ป่วยอาการหนักได้อย่างทั่วถึง
"ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตนเอง และคนรอบข้างเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อให้ภูมิต้านทานคงอยู่ หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยสบู่ เจลแอลกอฮอล์ เว้นระยะห่าง ตรวจ ATK ตามความจำเป็น และใช้ระบบ HI & CI first" นพ.สมศักดิ์ กล่าว







