
จับตาจีน2011งัดยาแรงคุมเงินเฟ้อติดจรวด
มีความเป็นไปได้สูงว่าปีหน้า 2011 จะเป็นปีที่พญามังกรซึ่งเป็น 1 ใน 3 เสาหลักเศรษฐกิจโลกเดินหน้าฉีดยาแรงหลายเข็มเพื่อคุมระดับเงินเฟ้อและฟองสบู่ให้ได้....
มีความเป็นไปได้สูงว่าปีหน้า 2011 จะเป็นปีที่พญามังกรซึ่งเป็น 1 ใน 3 เสาหลักเศรษฐกิจโลกเดินหน้าฉีดยาแรงหลายเข็มเพื่อคุมระดับเงินเฟ้อและฟองสบู่ให้ได้....
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในขณะที่ทั่วโลกยังรื่นเริงอยู่กับงานฉลองคริสต์มาส พญามังกรจีนก็ฉวยจังหวะฤกษ์ดีวันที่ 25 ธ.ค. ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยฟ้าแลบอีก 0.25% ส่งท้ายปีเก่า 2010 ต้อนรับปีใหม่ 2011 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมขยับขึ้นไปอยู่ที่ 5.81% และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นไปอยู่ที่ 2.75%
แม้จะเป็นเรื่องคาดเดาได้อยู่แล้ว เพราะมีสัญญาณเงินเฟ้อรุมเร้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่หลายฝ่ายก็อดห่วงไม่ได้ว่ารัฐบาลกรุงปักกิ่งจะยิ่งเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่ตึงตัวมากขึ้นกว่านี้ในปีกระต่าย 2011 หรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้นจะส่งผลต่อภาวะปากท้องของชาวโลกอย่างไร
เพราะหากทบทวนจากบทเรียนในรอบ 1 ปีเสือไฟมานี้ เศรษฐกิจจีนโดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลังยังคงเต็มไปด้วยภาวะเงินเฟ้อ และความเสี่ยงฟองสบู่สินทรัพย์อย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดลง แม้ว่ารัฐบาลจะเริ่มมาตรการควบคุมกันมาตั้งแต่ต้นปี ม.ค. 2010
จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าปีหน้า 2011 จะเป็นปีที่พญามังกรซึ่งเป็น 1 ใน 3 เสาหลักเศรษฐกิจโลกเดินหน้าฉีดยาแรงหลายเข็มเพื่อคุมระดับเงินเฟ้อและฟองสบู่ให้ได้ผลเข้มข้นมากกว่าในปีนี้ และยังเป็นไปได้ที่การคุมความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ จะกระทบต่อการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกในปริมาณที่น้อยลงกว่าเดิม
“เราได้ปรับเพิ่มสัดส่วนทุนสำรองของภาคแบงก์พาณิชย์มาแล้ว 6 ครั้งอย่างต่อเนื่อง และยังขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง เพื่อดูดซับทุนที่ล้นในตลาดมากเกินไป ให้ลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของเรา
ผมเชื่อว่าเราจะสามารถรักษาระดับราคาที่เหมาะสมเอาไว้ได้ ผ่านการดำเนินมาตรการต่างๆ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ผมมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ และผมก็มั่นใจด้วยว่าเราสามารถทำได้” นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า กล่าวผ่านรายการวิทยุแห่งชาติของจีน 1 วันหลังการขึ้นดอกเบี้ยรอบล่าสุด
บรรดานักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่าการขึ้นดอกเบี้ยส่งท้ายปีในวันคริสต์มาส แทนที่จะเป็นช่วงต้นปีหน้าตามที่มองกันเอาไว้ คืออีกหนึ่งเครื่องยืนยันของทิศทางนโยบายที่ตึงตัวในปีหน้าเป็นอย่างดี
วอลสตรีต เจอร์นัล ระบุว่า เขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลกแห่งนี้อาจเดินเข้าสู่วัฏจักรของการใช้นโยบายทางการเงินเข้มงวดไปเรียบร้อยแล้ว และรัฐบาลกรุงปักกิ่งต่างก็น่าจะตระหนักกันได้แล้วว่า มาตรการที่ดำเนินการมาตลอดทั้งปี 2010 ยังจัดเป็นยาเบาที่ไม่สามารถควบคุมความแรงของเศรษฐกิจได้
เมื่อลองทบทวนมาตรการต่างๆ ตลอด 1 ปีมานี้ จะเห็นว่านอกจากมาตรการคุมเงินเฟ้อและฟองสบู่ยิบย่อยในแต่ละภาคส่วนแล้ว ในปีนี้ รัฐบาลจีนประกาศให้แบงก์พาณิชย์ทั่วประเทศเพิ่มสัดส่วนทุนสำรองแล้วถึง 6 ครั้งต่อเนื่อง
หลังจากนั้นได้ออกมาตรการควบคุมฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ในเดือน เม.ย. และ ก.ย. ก่อนจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ไปเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา และยังขึ้นดอกเบี้ยส่งท้ายปีกันอีกครั้งในรอบไม่ถึง 3 เดือน เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. รวมแล้วดำเนินมาตรการใหญ่ไปทั้งสิ้น 16 ครั้งในปีนี้
แต่ท้ายที่สุดก็ยังไม่สามารถชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจได้
ในเดือน พ.ย. 2010 ราคาอสังหาริมทรัพย์ใน 70 เมืองใหญ่ทั่วประเทศ ทำราคาทุบสถิติสูงสุดเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยเพิ่มขึ้นอีก 0.3% จากเมื่อเดือน ต.ค. และหากเทียบกับเมื่อช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ปี 2009 ก็ปรับขึ้นไปถึง 7.7% แม้ว่าทางการจีนจะออกมาตรการหลายต่อหลายด้านมาคุมภาคอสังหาฯ กันตลอดทั้งปีก็ตาม ทั้งการเพิ่มสัดส่วนเงินดาวนขั้นต่ำ และห้ามแบงก์พาณิชย์ปล่อยกู้การซื้อบ้านหลังที่ 3
แต่ที่น่าห่วงที่สุดอีกเรื่องก็คือ อัตราเงินเฟ้อ เพราะทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพง และกระทบต่อกระเป๋าเงินของประชาชนทุกหย่อมหญ้าโดยตรงทั้งคนเมืองและคนชนบท เฉพาะอัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ย. พุ่งทะลุไปถึง 5.1% จากเป้าเงินเฟ้อทั้งปีที่ 3% ซึ่งถือเป็นอัตราที่ขยายตัวเร็วที่สุดในรอบ 28 เดือน และยังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องในเดือน ธ.ค. 2010 ไปจนถึงเดือน ม.ค. 2011
ขณะที่เงินเฟ้อในกลุ่มสินค้าประเภทอาหารในเดือนเดียวกัน พุ่งสูงไปถึง 11.7%
ปัญหาดังกล่าวมาจาก 2 ปัจจัยสำคัญคือ การเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งสินค้าเกษตรและทองคำ และมาจากปัญหาด้านสภาพอากาศ ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมในจีนและอีกหลายประเทศทั่วโลก ที่ทำให้ผลิตผลทางการเกษตรในตลาดปีนี้มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ
นี่คือสัญญาณอันตรายที่สุดที่ทำให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ก่อนที่ความไม่พอใจของประชาชนที่เริ่มเกิดขึ้นแล้วในบางพื้นที่จะขยายตัวเป็นวงกว้าง และเป็นปัญหาสังคมระดับชาติ
นิตยสารไทม์รายงานว่า เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา นักเรียนกว่า 1,000 คน ในโรงเรียนมัธยมปลายหมายเลข 2 ที่เมืองหลิวปันฉุ่ย ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลกุ้ยโจว ก่อเหตุขว้างปากระจกหน้าต่างและทำลายโรงอาหารของโรงเรียน เพราะไม่พอใจที่โรงเรียนปรับขึ้นค่าอาหารอีกครั้ง
จึงไม่น่าแปลกใจที่โปลิตบูโร หรือกรมการเมืองแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นคณะทำงานที่มีอำนาจการตัดสินใจมากที่สุด จะประกาศออกมาในเดือน ธ.ค.นี้ เปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินปี 2011 จากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Moderately Loose) ไปเป็นนโยบายแบบระมัดระวัง (Prudent)
หวังฉิง นักเศรษฐศาสตร์จากมอร์แกน สแตนเลย์ กล่าวคาดการณ์ทิศทางของธนาคารกลางจีนกับเอเอฟพีว่า เฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2011 จีนอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ขณะที่ไบรอัน แจ็คสัน นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารรอยัล แบงก์ ออฟ แคนาดา มองว่า จีนอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งปี 2011 รวมแล้วประมาณ 0.75%
ขณะเดียวกันทิศทางของจีนในปีหน้าย่อมส่งผลทั้งแง่บวกและแง่ลบต่อทั่วโลก
ในด้านบวกนั้น การคุมฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และทุนร้อน จะทำให้ทุนที่ทะลักต่อเนื่องมาจากฝั่งตะวันตกกระจายไปยังเอเชียและประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดทุนและตราสารหนี้ในเอเชียที่ดูจะมีทิศทางสดใสได้|ต่อเนื่องในปีหน้า
แต่ที่จะเป็นปัญหา คือการค้าอย่างภาคการนำเข้าและส่งออก ที่การคุมความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของจีน อาจส่งผลต่อการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศในบางประเภท ที่เห็นได้เบื้องต้นคือรถยนต์และยางพารา หลังจากที่ประกาศคุมกำเนิดรถยนต์
จากความต้องการรถยนต์ในจีนและอินเดียที่พุ่งสูงบวกกับยางพาราในตลาดลดลง เพราะภาวะน้ำท่วมในหลายประเทศ จนทำให้ราคายางพาราเดือน ธ.ค. พุ่งทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น ทิศทางในปีหน้าอาจตรงกันข้าม เพราะมาตรการคุมกำเนิดรถยนต์ในกรุงปักกิ่ง ด้วยการจำกัดการออกป้ายทะเบียนใหม่เพียง 2.4 แสนคันในปี 2011 จะส่งผลให้ยอดขายรถลดลงถึงราว 50%
อย่างไรก็ตาม หากจีนสามารถเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจในปีหน้า จากประเทศผู้ส่งออกมาเป็นประเทศผู้บริโภคได้มากขึ้นเหมือนกับในสหรัฐเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ตามที่หลายฝ่ายอยากให้เป็น ก็น่าจะยังช่วยให้ทั้งการค้าโลกและการค้าของจีนคึกคักได้อยู่
แต่หากยาจีนหลายขนานเพื่อคุมฟองสบู่และเงินเฟ้อในปีหน้าล้วนเป็นยาแรงเพื่อหวังผลชะงัด
งานนี้คงต้องตัวใครตัวมัน...







