
เปิดสารพันปัญหารุมเร้าปัตตานีพื้นที่ติดอันดับยากจนของประเทศ
ปัตตานี-นักวิชาการฉายภาพผลกระทบทับซ้อนปมเหลื่อมล้ำและความจนเรื้อรังปัตตานีติดอันดับ1ใน10จังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศ
เมื่อวันที่ 10ก.ย.64 ผศ.ดร.อลิสา หะสาเมาะ ประธานหลักสูตรสาขาวิชาพัฒนาสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานีนำเสนอปัญหาสันดอนทรายในอ่าวปัตตานีให้กับ พลโท เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ว่า ปัญหาเกิดจากโควิด19 ทำให้มาเลเซียปิดประเทศ เวลาเป็นปีที่ชาวบ้านตกงาน ถูกบีบให้ต้องกลับไปใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย ภาระหนักจึงตกกับเจ้าหน้าที่ ที่พยายามตรวจตราและเข้าจับกุม แต่ก็ถูกชาวบ้านล้อมเพื่อขัดขวางเป็น 100 คน ทำให้การปราบปรามมีความยากลำบาก
นอกจากนี้ โครงการจ้างเหมาขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำชายฝั่งทะเลอ่าวปัตตานี ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน เนื่องจากได้ทิ้งทรายที่กองไว้ในอ่าว ที่สัญญาว่าจะมีเรือเล็กมาขนออกไป ชาวประมงพื้นบ้าน ปกติ ใช้เวลาในการทำประมง 5 ชั่วโมงต่อวัน แต่หลังจากมีการขุดลอกอ่าวปัตตานี ส่งผลกระทบทำให้กระแสน้ำขึ้นน้ำลงเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เวลาของปลาที่ควรจะเดินทางเข้ามาในอ่าวน้อยลง ทำให้ชาวบ้านหาปลาได้น้อยลง และอาจถึงขั้นปลาในทะเลสูญหาย การเดินเรือลำบากมากขึ้นเพราะชาวประมงไม่คุ้นชินกับสภาพภูมินิเวศน์ที่เปลี่ยนแปลง
"ความต้องการของชาวบ้านเขาเพียงแค่อยากได้วิถีชีวิตกลับคืนมา คือ อยากออกเรือได้โดยไม่ติดสันดอนทราย อยากได้สัตว์ทะเลในปริมาณที่เคยจับได้เหมือนเดิม อยากให้ระบบนิเวศกลับมาเหมือนเดิม อยากให้แก้ปัญหาให้ได้ 95% ก็ยังดี สันดอนทรายเคยเป็นที่ต้องการของชาวประมงบางกลุ่มที่รับจ้างให้นักท่องเที่ยวชมสันดอนทราย แต่ ณ ปัจจุบันนี้ไม่ต้องการเช่นนั้นแล้วเนื่องจากการล่องเรือในอ่าวเพื่อการท่องเที่ยวเจออุปสรรคสันดอนทรายตื้นเขินเหมือนกัน เพราะเมื่อเรือติดสันดอนทรายก็ไม่สามารถล่องเรือได้ การพูดคุยยังมีอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการแต่งตั้งคณะทำงานติดตามผลกระทบจากการขุดลอกอ่าวปัตตานี ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2564 แต่เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ระบาดระลอก 4 ทำให้ยังไม่มีโอกาสได้ประชุมทำงาน
ด้านนายทศพล พลรัตน์ นักวิชาการศูนย์พัฒนาประมงชายฝั่งจังหวัดปัตตานี ได้สะท้อนถึงปัญหาด่วนที่ต้องมีการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาของอ่าวปัตตานีที่นอกเหนือสันทรายที่เกิดจากโครงขุดลอกทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงในรอบอ่าวฯอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ปัญหาหลักที่สำคัญคือ”ปัญหาน้ำเค็มในอ่าวฯลดลงอย่างมาก”จากที่อ่าวฯเคยมีความเค็ม25-30 PPT แต่ปัจจุบันเหลือเค็มแค่6PPT ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในอ่าวฯเป็นอย่างมาก ถ้าปล่อยอยู่เช่นนี้สภาพน้ำในอ่าวฯคงจืดสนิท ปัญหาที่ตามมาคือสัตว์น้ำ สัตว์หน้าดินจำพวกหอยต่างๆรวมทั้งพืชสาหร่ายต่างๆก็จะหายไปอีกด้วย จะเห็นได้ชัดในขณะนี้คือสาหร่ายผมนางที่เป็นพืชคู่อ่าวฯเริ่มสูญพันธ์มาหลายปีมาแล้วทั้ง ๆที่เป็นพืชเศรษฐกิจทำรายได้ให้กับคนรอบอ่าวฯนับล้านๆบาท ที่สำคัญเป็นหวงโซ่ของอาหาร ยังเป็นแหล่งหลบซ่อนของสัตว์น้ำวัยอ่อนอีกด้วย
ปัญหาน้ำเค็มลดลงก็สาเหตุหลักคือการไหลเวียนของน้ำเค็มจากอ่าวไทยเข้ามาสู่อ่าวได้น้อยลงและความแรงของน้ำที่ไหลเข้ามาก็เบาลง เพราะเกิดภาวะความตื้นเขินของอ่าวฯจากเดิมที่เคยมีคลองใส่ไก่ หลายสายที่มีความลึก ความกว้างมากพอที่เป็นทางไหลผ่านของน้ำจากอ่าวไทยเข้ามาสู่ใต้อ่าวฯ และเคยเป็นช่องทางเดินเรือประมง เรือโดยสารในอดีตได้อย่างคล่องแคล้ว เคยเป็นเส้นทางน้ำเดินเรือเชื่อมระหว่างชุมชนฝั่งแหลมโพธิ์กับชุมชนฝั่งเขตเมืองปัตตานี เพราะอดีตจะใช้เรือในการสัญจรเชื่อมระหว่างชุมชนสองฝากฝั่งนี้เป็นหลัก แต่ปัจจุบันสภาพคลองใส้ไก่ดังกล่าวไม่มีให้เห็นอีกแล้วบางแห่งเหลือแค่ร่องรอยของความเป็นคลองมาก่อน
นอกจากนั้นโดยสภาพความเปลี่ยนแปลนของระบบนิเวศน์เกิดกระแสลมเปลี่ยนทิศมาเป็นเวลานานหลายสิบปี พัดเข้าชายฝั่งในลักษณะเฉียงเข้าสู่ปากน้ำระหว่างอ่าวปัตตานีกับอ่าวไทยจึงได้นำเม็ดทรายเข้าทับถมจนกลายเป็นดินงอกเป็นแหลมทรายขาวทอดยาวยึดไปปิดปากน้ำเข้าออกหลายกิโลเมตรมีความสวยงามที่ถูกเรียกว่า”แหลมตาชี” ทำให้เมื่อเรายืนอยู่ ณ ตรงนั้นจะสามารถเห็นสภาพสองอ่าวมาบรรจบกันอย่างสวยงามสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ลงชนิดไร้ม่านขีดกั้นสวยงามมาก แล้วอีกฝั่งตรงกันข้ามกับแหลมตาชี คือบริเวณม.3 ม.6 ของเขต ต.รูสะมิแล อ.เมืองปัตตานี เกิดดินงอกทอดยาวลงอ่าวฯหลายกิโลเมตร จนกลับกลายเป็นสภาพอาวฯเป็นคอขวดจนทุกวันนี้ นี่อาจกลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้น้ำเค็มจากอ่าวไทยไม่สามารถไหลเข้ามาสู่อ่าวปัตตานีอย่างเต็มที่จนกลายเป็นที่มาของน้ำเค็มในอ่าวฯจาก25PPT ลดเหลือความเค็มแค่6PPT ทุกวันนี้
ทั้งนี้อยากให้มีการจัดตั้งคณะทำงานศึกษาปัญหาให้รอบด้าน ให้องค์ประกอบเพราะคาบเกี่ยวกับหลายหน่วยงานหลายกรมที่ต้องมาร่วมบูรณาการหาทางออกของปัญหาในระดับผู้มีอำนาจสั่งการและในเรื่องงบประมาณ ศึกษาดูว่าพอมีแนวทางไหนได้บ้างที่นอกจากขุดเอาสันทรายที่ยึดยาวออกเพราะอนาคตอาจจะกระทบต่อขบวนเรือพาณิชย์ หรือว่าเจาะทะลุจุดอื่นแล้วสร้างสะพานข้ามไปแหลมโพธิ์ซึ่งอาจจะเจาะให้ทะลุบริเวณบ้านตะโล๊ะสะมิแล ต.แหลมโพธิ์ ที่เคยเป็นบริเณที่ถูกน้ำกัดเซาะอย่างหนักทุกปี อาจเป็นทางออกในระยะยาวได้อีกทางหนึ่ง เพราะบริเวณดังกล่าวตั้งอยู่ตำแหน่งกลางของอ่าวฯเมื่อเปิดน้ำอ่าวไทยพัดเข้ามาในอ่าวฯจะทำให้ไหลถึงก้นอ่าวฯได้เร็วขึ้น จะทำให้การปรับสภาพน้ำเค็มได้เร็วการฟื้นฟู่อ่าวฯจะหลับมาเร็วขึ้น แต่ต้องมีการศึกษาให้ครบทุกด้านก่อนที่จะตัดสินใจทำน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแต่ต้องรีบดำเนินแก้ไขก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ เพราะถ้าปล่อยอยู่อย่างนี้ไม่ทำอะไร ไม่แก้ไข คนรอบอ่าวฯเดือดร้อนถึงทีล้มสลายของชุมชนอย่างแน่นอนเพราะอ่าวฯถือว่าเป็นหม้อข้าวเป็นหม้อใหญ่ และมีแค่หม้อเดียวเท่านั้น







