
ฉวยโอกาสงานอีเวนท์ โจรตระเวนฉกทรัพย์
อีเวนท์มากมายที่มีทั้งปี กระตุ้นให้จับจ่ายใช้สอยไม่ว่างเว้น ซึ่งได้กลายเป็นโอกาสให้เหล่าหัวขโมยออกมาเพ่นพ่านปะปนไปกับกลุ่มผู้ที่เข้ามาชมงาน
อีเวนท์มากมายที่มีทั้งปี กระตุ้นให้จับจ่ายใช้สอยไม่ว่างเว้น ซึ่งได้กลายเป็นโอกาสให้เหล่าหัวขโมยออกมาเพ่นพ่านปะปนไปกับกลุ่มผู้ที่เข้ามาชมงาน
เรื่อง...ธนก บังผล
เป็นที่รู้กันดีว่าการจัดงานแสดงสินค้าที่อิมแพคฯ เป็นแหล่งทำมาหากินของโจรมาโดยตลอด วีรกรรมอันเลื่องลือ หนีไม่พ้นเมื่อคราวที่โจรแขกขาวฉกเพชรต่อหน้าต่อตามูลค่า 65 ล้านบาท ในงานบางกอกเจมส์แอนด์จิวเวอรี่แฟร์ เมื่อเดือนกันยายน ปี 2552
มิจฉาชีพเดี๋ยวนี้อยู่ใกล้ตัวเราอย่างไม่น่าเชื่อ เห็นหน้าซื่อตาใสแต่งตัวภูมิฐานเดินผ่านไปผ่านมาแทบจะกระทบไหล่ดูไม่รู้เลยว่าเป็นโจร
โดยเฉพาะอีเวนท์มากมายที่มีทั้งปี กระตุ้นให้จับจ่ายใช้สอยไม่ว่างเว้น ซึ่งได้กลายเป็นโอกาสให้เหล่าหัวขโมยออกมาเพ่นพ่านปะปนไปกับกลุ่มผู้ที่เข้ามาชมงาน
ยิ่งผู้จัดขยันเอาสินค้าทั้งในและต่างประเทศมาแสดงมากเท่าไร ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมมากขึ้นเท่านั้น
อย่างที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงาน Thailand best buys 2010 ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 3-12 ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็เกิดการโจรกรรมขึ้นอย่างอุกอาจขึ้นที่บริเวณบูธ G197 ร้าน “Silver Collection” ซึ่งเป็นร้านขายอัญมณี เครื่องประดับ
“วุฒิชัย ศรีจิตตชัยกุล” อายุ 40 ปี เจ้าของร้านผู้โชคร้าย บอกว่า วันเกิดเหตุปิดร้านเก็บของตอนประมาณ 20.15 ซึ่งใช้กุญแจล็อคตู้โชว์ ตู้เก็บสินค้า และเอาผ้าคลุมปิดทับไว้ พอมาเปิดร้านในเช้าวันรุ่งขึ้น เอาผ้าคลุมออกลมแทบจับ เพราะกระจกตู้ถูกถอดออกไป
เขาตรวจสอบที่ตู้โชว์หน้าร้าน พบว่า ภายในตู้โชว์พบเครื่องประดับถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย และพบว่ามีทรัพย์สินซึ่งเป็นเครื่องประดับภายในตู้โชว์ รวมทั้งกล่องเก็บสต๊อกสินค้าหายไป
อัญมณีเครื่องประดับเงิน พลอย แหวน สร้อย กำไล ต่างหู จี้ สร้อยข้อมือ รวมแล้วเกือบ 1 พันรายการ หายเกลี้ยง คิดเป็นมูลค่ากว่า 7.5 แสนบาท
หัวขโมยอาศัยช่วงเวลากลางคืนที่บูธต่างๆปิด รื้อค้น เลือกเฟ้นเอาแต่ของมีค่าไป ทิ้งตู้โชว์เครื่องรางซึ่งราคาไม่แพงมากไว้ให้ดูต่างหน้า...ในสภาพที่ไม่ได้แตะต้องเลยด้วยซ้ำ
เขารีบแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศูนย์การประชุมฯ แต่ปรากฏว่า รปภ. นอกจากจะไม่ให้ความร่วมมือแล้ว ยังทำเป็นสงสัยคนภายในร้าน เลยแจ้งตำรวจ สน.ลุมพินี มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ เท่านั้นเอง รปภ.ก็เปลี่ยนท่าทีมาให้ความสนใจฉับพลัน
“ทำให้ผมเสียความรู้สึกมาก และวันนี้ก็ออกบูธวันสุดท้ายแล้วแต่กลับถูกคนร้ายขโมยทรัพย์สินไป แต่ถือว่ายังโชคดีเพราะเครื่องเพชรที่นำมาจำหน่ายในงานผมเก็บกลับบ้านไปด้วย ไม่เช่นนั้นคงเสียหากว่า 10 ล้านบาท” วุฒิชัย บอกอย่างเซ็งๆ
และแม้ว่าบริษัทรักษาความปลอดภัยจะทำประกันกรณีสินค้าของลูกค้าที่มาออกบูธและสูญหาย แต่ดูเหมือนว่างานนี้ต้องอาศัยรอยนิ้วมือที่คนร้ายทิ้งไว้ และหลักฐานจากกล้องวงจรปิดมัดตัวหัวขโมย
ไม่เฉพาะศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่จัดอีเวนท์จนโจรออกมาเดินขวักไขว่ อิมแพคเมืองทองธานี ก็ถือได้ว่าเป็นอีกแห่งหนึ่งที่หัวขโมยพวกนี้หมายตาก่อเหตุ
ก่อนที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จะเกิดเรื่องไม่กี่วัน อิมแพคเมืองทองธานีก็มีบูธเครื่องประดับถูกขโมยเช่นกัน ในงานแสดงสินค้าเทศกาลต้อนรับปีใหม่ ซึ่งจัดขึ้นในบริเวณชาเลนเจอร์ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 3-12 ธ.ค.
เหตุเกิดที่บูธแสดงสินค้าหมายเลข J30 ร้าน “แต่งองค์ทรงเครื่อง” จำหน่ายเครื่องเงินแท้ ซึ่ง “ศักดิ์ชัย มาลานิยม” อายุ 45 ปี เป็นเจ้าของร้าน
ลักษณะการโจรกรรมเรียกได้ว่าถอดแบบกันมาไม่ผิดเพี้ยน คือเปิดร้านตอนเช้าตามปกติ โดยเข็มขัดเงิน สร้อยข้อมือ สร้อยคอ รวมทั้งกล้องโซนี่ ไซเบอร์ชอร์ต ถูกคนร้ายขโมยไปเกือบหมดร้าน คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 แสนบาท
นอกจากนี้แล้วยังมีบูธหมายเลข J35 “ร้านเอสแอนด์เอสเอส” ซึ่งเป็นบูธขายสินค้าเครื่องเงินเช่นกันของ “นันทิยา พัฒทอง” อายุ 47 ปี ถูกกวาดไปมากกว่า 50 รายการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.5 แสนบาท และ บูธ K31 ของ “นุสสรา งามสอน” อายุ 37 ปี จำหน่ายเครื่องประดับ สินค้าหายไปกว่า 2 หมื่นบาท
รวมๆแล้วทรัพย์สินทั้ง 3 ร้าน โดนยกเค้าไปทั้งหมดเกือบ 7 แสนบาท คาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน
ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าการจัดงานแสดงสินค้าที่อิมแพคฯ เป็นแหล่งทำมาหากินของโจรมาโดยตลอด ถึงกระนั้นเจ้าของสถานที่อ้างว่าเป็นหน้าที่ของ รปภ.ที่จ้างมา หากมีสินค้าสูญหายหรือถูกขโมยก็ไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบของอิมแพคฯ
โดยวีรกรรมอันเลื่องลือ หนีไม่พ้นเมื่อคราวที่โจรแขกขาวฉกเพชรต่อหน้าต่อตามูลค่า 65 ล้านบาท ในงานบางกอกเจมส์แอนด์จิวเวอรี่แฟร์ เมื่อเดือนกันยายน ปี 2552
นอกจากสถานที่จัดงานต่างๆแล้ว มิจฉาชีพยังตระเวนฉกทรัพย์ตามห้างหรูโรงแรมดัง เหมือนอย่างที่ “เก๋” ชลลดา เมฆราตรี นางแบบสาวเจ้าของร้าน “พีรดา เจมส์” ก็โดนมาแล้วคาร้านที่อาคารออลซีซั่น เพลส
กว่าจะรู้ว่า เข็มกลัดเพชรรูปดอกไม้ น้ำหนัก 3 กะรัต 26 สตางค์ ล้อมไพลิน 26 กะรัต มูลค่า 5.8 แสนบาทหายไป ก็ตอนที่เช็คสต๊อคสินค้าในวันรุ่งขึ้น
โดยกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพคนร้ายไว้ได้ทุกอิริยาบถ แต่ที่เศร้ายิ่งกว่านั้นคือร้านของเก๋ ชลลดา เคยถูกฉกเพชรมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อตอนที่เธอไปเปิดบูธที่...ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
แม้จะระมัดระวังอย่างเต็มที่แล้ว แต่เล่ห์เหลี่ยม ชั้นเชิงวิธีการโจรกรรมของมิจฉาชีพนับวันยิ่งแนบเนียนมากขึ้นจนตามแทบไม่ทัน
เผลอละสายตาเพียงครู่เดียว อาจสูญเป็นแสน
คอยระวังสินค้าเมื่ออยู่ในมือคนอื่น
พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม (ผกก.1 บก.ป.) ซึ่งเคยตามจับแก๊งโจรที่เข้าไปเจาะเซฟร้านบิวตี้เจมส์ ฉกเครื่องเพชรไปกว่า 60 ล้านบาท และหนึ่งในนั้นมีพลอยสีฟ้าชื่อ "บลูโทพาซ"จากประเทศบราซิล น้ำหนัก 2,000 กว่ากะรัต มูลค่าเม็ดละ 1.4 ล้านบาท รวมอยู่ด้วย
โดย พ.ต.อ.พรศักดิ์ แนะนำผู้ประกอบการร้านค้าเครื่องประดับอัญมณีว่า ระหว่างที่มีคนเข้ามาขอดูสินค้าควรสังเกตให้ดี เนื่องจากผู้ขายมักจะพูดคุยแนะนำสินค้าจนไม่ได้ดูพฤติกรรมของคนร้าย
“ต้องระวังด้วยการมีคนหนึ่งคอยเจรจา และมีอีกคนหนึ่งคอยมองสินค้า เพราะส่วนใหญ่ผู้ขายจะพูดคุยกับลูกค้าจนไม่ได้สังเกต นอกจากนี้แล้วร้านต้องติดกล้องวงจร โดยเฉพาะตรงบูธที่มีคนมายืน ควรจับภาพและจับหน้าตาของคนที่เข้ามายืนให้ชัด”
ผกก.1 บก.ป. ให้ความเห็นว่า โจรฉกเพชรมักจะเป็นชาวต่างชาติ เพราะคนไทยหากขโมยไปได้ก็ไม่รู้จะนำไปขายที่ไหนเนื่องจากตลาดเพชรแคบมาก แต่ต่างชาติเมื่อขโมยได้แล้วก็จะเดินทางออกไปขายยังต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า หากมีการเปิดบูธ คนร้ายมักจะก่อเหตุโจรกรรมเพชรในวันแสดงสินค้าวันสุดท้าย โดยจะมีการดูลาดเลา หาจังหวะ โอกาส และคอยดูว่าสินค้าจะถูกเก็บไว้ที่ไหน ก่อนจะฉวยโอกาสในวันสุดท้ายขโมยสินค้า เพราะฉะนั้น นอกจากจะมีการล็อคตู้เซฟอย่างแน่นหนาแล้ว หากเป็นไปได้ควรเก็บไว้ในที่ปลอดภัยและลับตามากที่สุด







